กอด

posted on 06 Nov 2009 19:21 by cmudocinmelb

ที่นี่ ถูกสอนมาตลอดว่าที่เทรน GP ว่า หมอต้องมี boundary ของตัวเอง ต้องมีขอบเขต หมอที่บ้้านเราดูห่างเหินจากคนไข้มาก แต่ GP ที่นี่สนิทกับคนไข้พอควร เดี๋ยวจะเล่าีอีกทีว่าสนิทยังไง

มีคนไข้ครอบครัวนึง ปกติดูแต่ภรรยาเค้า Girl เรื่องทั่วไป ความดัน ฯลฯ เป็นผู้หญิงท้วมๆ อารมณ์ดี

วันนึงดูคนสามี Boy เริ่มจากตัดชิ้นเนื้อของ skin cancer เจอกันสองสามครั้ง เค้าถึงเล่าให้ฟังเรื่องปัสสาวะบ่อย poor stream น้ำหนักลดนิดนึง เอาล่ะสิ ฟังแล้วต้องคิดถึง malignancy ด่วน ขออนุญาตคนไข้ตรวจ DRE (Digital rectal examination) คลำได้ก้อนเป็นติ่งแข็งๆ ของต่อมลูกหมากข้างขวา ชัดมาก ส่ง psa (ผลสูงมาก) ส่งคนไข้ไปให้หมอ uro ดูต่อ ได้จดหมายกลับมา คนไข้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้าย รอรับเคมีบำบัด Sad

เจอคนภรรยา มาหาเราแค่เพียงเรื่องขอใบสั่งยาต่อ จากคนที่อารมรณ์ดีมากดูหดหู่ เศร้า เราเลยถามถึงอาการสามีเค้า คนไข้ร้องไห้ นั่งปลอบอยู่พักใหญ่ คนไข้บอก ขอบคุณหมอมากที่วินิจฉัยและส่งต่อเร็วมาก ขอบคุณที่ดูแลเค้าทั้งสอง เราบอกคนไข้ว่า ยูต้อง look after yourself นะ ไม่งั้นจะดูแลสามียูได้ไง (ประโยคนี้ ใช้บ่อยมาก ทั้งในฐานะเป็นหมอ หรือบอกคนที่เรารักและเป็นห่วง ต้องดูแลตัวเองก่อนที่จะดูแลคนอื่น Rainbow) ก่อนคนไข้เดินออกห้อง คนไข้บอก ขอไอกอดยูหน่อยได้มั๊ยแล้วคนไข้ก็เข้ามากอดเราแน่นทีเดียว เค้าคงเศร้าและต้องการกำลังใจอย่างมาก ตื้นตันใจที่กอดของเราทำให้คนๆ นึงมีกำลังใจขึ้นมาอ่ะ เมื่อวานก็เจอคนไข้คนนี้ บอก วันนี้ไอจะไม่ร้องไห้นะ ไอ cope ok ก่อนออกจากห้องคนไข้ก็กอดเราอีก

ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลครอบครัวคนไข้หลายๆ คน ดีใจที่เป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างคนหลายๆ คนยามที่เค้าต้องการ จริงๆ Gift with a bow

 

อีกกอด ... จำได้ว่าตอนย้ายคลินิค คนไข้ที่ดูมาตลอด 1 ปี เด็กบางคนที่เห็นตั้งแต่ 6 อาทิตย์ จนเดินได้แล้ว พอคนไข้รู้ว่าเราจะย้ายคลินิค บางคนก็บุ๊ค appointment เพื่อมาลาก็มี อาทิตย์สุดท้าย กอดลาคนไข้ไม่หวาดไม่ไหวเลยจริงๆ

Hi how are you? I'm back ^^

posted on 06 Nov 2009 18:57 by cmudocinmelb

ห่างหายจากการอัพบล็อกไปนานมากกกกกก ขอโทษนะคะ ชีวิตยุ่งเหยิงพอประมาณค่ะ

 

ตอนแรกอยากเล่าเรื่องสมัยทำงานในรพ.ให้จบก่อนแล้วต่อด้วยเรื่องระหว่างที่ทำงานเป็น GP เหมือนทุกวันนี้อ่ะค่ะ แต่ดูท่าจะได้เอามาปนๆ กันไปซะแล้ว มีเรื่องมากมายน่าสนใจเกิดขึ้นในชีวิตการเป็น GP ที่อยากเอามาเล่าให้ฟังกันนะคะ

 

ขอบคุณทุกๆ คนที่ติดตามอ่าน ขอบคุณสำหรับเมลล์ที่ส่งหากัน แต่หากตอบช้าก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้นะคะ แต่ขอบอกทุกๆ คนว่า ตัวผู้เขียนเองสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเป็นหมอในออสเตรเลียแบบ General pathway มากกว่า Specialist pathway ค่ะ อีกทั้งกฎระเบียบเปลี่ยนตลอด ซึ่งก็ไม่ได้ติดตามเลย หากใครมีข้อสงสัยอะไรก็จะพยายามตอบให้เท่าที่ทำได้นะคะ แต่หากนอกเหนือจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง คงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมกันเอาเองค่ะ 

ตอง A (AAA)

posted on 03 Feb 2009 11:42 by cmudocinmelb


AAA ย่อมาจาก Abdominal aortic aneurysm คือ หลอดเลือดเส้นใหญ่ในช่องท้องโป่งพองออกเป็นแบบบอลลูน อาจเกิดจากที่หลอดหลือดส่วนอื่นแข็งตัวหมดแล้วส่วนนี้อ่อนเลยโป่งพองออก หรืออาจเกิดจากการที่ผนังหลอดเลือดใหญ่แซะรั่วออกในชั้นของผนังเอง หากหลอดเลือดนี้โป่งพองใหญ่กว่า 5 cm (ตัวเลขนี้อาจแตกต่างตามตำราค่ะ) ถือว่าอันตราย เพราะหากหลอดเลือดโป่งพองออกใหญ่จนระเบิดออกเองแล้ว โอกาสเสียชีวิตสูงมากค่ะ เคยเห็นเคสหนึ่งสมัยเรียนที่เชียงใหม่ ที่คนไข้ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินเพราะเจ้าหลอดเลือดนี้ของคนไข้รั่วออกค่ะ จำได้ว่าเลือดเต็มฟิลด์ผ่าตัด ต้องให้เลือดเป็นการด่วนระหว่างผ่าตัดไปหลายสิบถุง โชคดีที่คนไข้รายนั้นรอดมาได้ค่ะ เพราะโอกาสรอดน้อยมากจริงๆ

ในรพ.ที่เคยทำงานอยู่นั้น มีหมอ Consultant คนนึง เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ โดยเค้าร่วมมือกับหัวหน้าแผนก X-ray ค่ะ ทำการปลูกถ่ายหลอดเลือดเทียมเข้าไว้ภายในหลอดเลือดโป่งพองนี้เพื่อให้เลือดเดินผ่านหลอดเลือดเทียมแทนค่ะ แต่เทคนิคที่เค้าทำ ทำคล้ายๆ กับ Angiogram คือการสอดเข็มเข้าตรงขาหนีบ สอดผ่านเจ้าหลอดเลือดเทียมเข้า แล้วให้มันพองออกตอนที่ผ่านเข้าถึงตำแหน่งของตอง A

เห็นวิธีนี้ไม่กี่ครั้งแต่ทึ่งมากค่ะ นี่ขนาดดูห่างๆ จากห้องกันรังสี หมอที่เข้าฟิลด์ก็ต้องใส่เสื้อกันรังสีกัน ดูแล้วคิดว่า วิทยาการสมัยใหม่นี่ ลดเวลา ลดแรงงาน ลดอะไรหลายๆ อย่างไปได้เยอะ แต่แน่นอนค่ะ ค่าใช้จ่ายสูงกว่าแน่ๆ แต่ในออสเตรเลียรัฐบาลจ่ายให้เกือบทั้งหมดค่ะ แต่วิธีนี้สามารถทำได้ในบางเคสเท่านั้น เพราะไม่เหมาะสมในตอง A บางแบบเหมือนกัน

มีคนไข้ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากฟิลิปปินส์คนนึงถูกนำตัวเข้ามาเข้ารับการวินิจฉัยและรักษา ตอง A คนไข้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ดีนัก แต่มีภรรยาและลูกมาเฝ้าทุกวัน ซึ่งรุ่นลูกทำตัวเป็นล่ามให้โดยปริยาย คนไข้คนนี้มีประวัติเบาหวาน หัวใจและไตทำงานได้ไม่ดีนัก คนไข้มารอการฉีดสีดูว่าขนาดและลักษณะของ AAA นี้เป็นอย่างไร ตอนแรกหมอในแผนกกะว่าคงนอนรพ.แค่สองสามคืน แต่ไปๆ มาๆ อยู่นานมาก

เรื่องมีอยู่ว่า คืนแรกที่คนไข้มาอยู่มีการสั่งน้ำเกลือให้คนไข้ ให้แบบ rate ช้าๆ เพื่อรักษาการทำงานของไต ปรากฎว่ารุ่งขึ้นคนไข้ถูกย้ายห้องไปอยู่ห้องคนไข้ที่ค่อนข้างหนักของวอร์ด รับเวรจากหมอเวรดึกทราบว่า คนไข้มีอาการหายใจลำบากตอนกลางคืน ตรวจพบว่าน้ำท่วมปอด (pulmonary oedema) และบวม ต้องหยุดการให้น้ำเกลือ ฉีดยาขับน้ำออกจากกระแสเลือด คนไข้เลยไม่สามารถรับการฉีดสีได้  อีกทั้งการทำงานของไตแย่ลงอีก ต้องค่อยๆ ให้น้ำเกลืออย่างช้าๆ หยุดยาบางตัว รอให้การทำงานของไตดีขึ้น แต่พอให้น้ำเกลือก่อนฉีดสีอีก คนไข้ก็เกิดอาการหายใจลำบากอีก เป็นแบบนี้ วนไปวนมาอีกหลายรอบ หมออายุรกรรมหลายแผนกเพียรมาดูคนไข้ทุกวัน ให้ความเห็น ให้การรักษาทุกวัน

คราวนี้หมอโรคไตคิดว่า ไตของคนไข้ทำงานค่อนข้างแย่ หากคนไข้ต้องได้รับการฉีดสีเพื่อการวินิจฉัย AAA ไตคนไข้อาจแย่ลงถึงขั้นต้องได้รับการฟอกเลือด (dialysis) พอถึงจุดนี้ปุ๊บ คนไข้ปฏิเสธทันทีว่าไม่ต้องการการฟอกเลือด เพราะเพื่อนคนนึงของเค้าเสียชีวิตจากการฟอกเลือด แต่ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา AAA คนไข้ก็มีโอกาสเสี่ยงเพราะ AAA ของเค้าก็ใหญ่พอควร ทีนี้ล่ะ เป็นปัญหาที่ต้องถกกันว่าทำอย่างไรให้ได้สมดุลของไตและปริมาณน้ำ การทำงานหัวใจ จิปาถะ อีกปัญหาคือ ต้องมีการหาล่ามมาอธิบายเรื่องการฟอกเลือดให้คนไข้ฟัง ให้พยาบาลด้านการฟอกเลือดมาอธิบาย ต้องมี Family meeting ให้ทุกคนเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ความเสี่ยงของแต่ละอย่างมีแค่ไหน

ทีนี้ครอบครัวของคนไข้อยากให้คนไข้ได้รับการรักษา AAA แต่คนไข้ไม่ยอมเสี่ยงกับการได้รับการฟอกเลือด สุดท้ายก็ตัดสินใจกันไม่ได้ ญาติและคนไข้ตัดสินใจกลับบ้านไปปรึกษากันก่อน

เพราะเคสนี้อยู่วอร์ดนาน เลยได้พูดคุยกับลูกสาวเค้าบ่อยๆ อาจเป็นเพราะเป็นคนเอเชียเหมือนกัน วัฒนธรรมคล้ายๆ กัน เลยคุยกันถูกคอ คนไข้ก็ชอบคุยกับเรามากกว่าคุยกับหมอคนอื่นๆ  บางทีคนไข้บอกว่าจะขอคุยกับหมอซีร่าคนเดียวก็มี

ต่อมา คนไข้กลับมาวอร์ดเหมือนเดิม คราวนี้บอกว่าตรวจวินิจฉัยดูก่อนละกัน ถ้าไตวายค่อยว่ากันอีกที สรุป มาแบบเดิมค่ะ คือให้น้ำเกลือก่อนแต่ครั้งนี้ให้แบบช้าสุดๆ คนไข้ไม่เกินภาวะน้ำเกินในปอด ได้ทำการวินิจฉัยเสียที แต่เคสนี้ไม่ทันได้ทราบผล Consultant เอาเคสไปทำที่รพ.อื่นต่อ เลยไม่ทราบว่าสุดท้ายเป็นยังไงค่ะ แต่เคสนี้นอกจากได้เรียนรู้เรื่องการสมดุลระหว่างการทำงานของไต หัวใจ เบาหวานแล้วยังได้มิตรภาพระหว่างคนไข้ ญาตคนไข้กับตัวเราเองด้วยค่ะ ขนาดคนไข้กลับไปแล้ว ลูกสาวของเค้ายังทำการ์ดขอบคุณเอามาให้ น่ารักมากค่ะ แล้วยังส่งข้อความมาสวัสดีวันคริสต์มาสและปีใหม่อยู่ด้วยค่ะ ขอบคุณจริงๆ

โดนลากเข้าห้องผ่าตัด

posted on 01 Feb 2009 14:51 by cmudocinmelb


บอก registar & fellow แต่แรกแล้วว่า ไอไม่อยากเป็นหมอศัลย์ ไอไม่เข้าห้องผ่าตัดได้ป่ะ (ที่นี่เค้าพูดกันตรงๆ ก็ดีไปอย่าง ไม่ต้องสร้างภาพ) พวกหมอรุ่นพี่ก็เข้าใจ พวกนี้คงคิด ก็ดี จะได้มีคนดูแลคนไข้ในวอร์ด Win-win ทั้งสองฝ่าย แต่หลังจากหลบหลีกการเข้าห้องผ่าตัดมาเป็นอาทิตย์ ก็ถูกตามให้เข้าไปช่วยผ่าตัดจนได้ เฮ้อ

เอาล่ะสิ เข้าห้องผ่าตัดยังไงยังไม่รู้เลย ดูๆ คนอื่นเค้า ต้องรูดบัตรเข้าก่อน ต้องไปผ่านห้องแต่งตัว หยิบเสื้อสครับสีฟ้าเปลี่ยน ใส่หมวกคลุมผม กับถุงคลุมรองเท้า เดินเข้าไปในเขตห้องผ่าตัด ใครเป็นใคร พยาบาล หมอ ก็มั่วกันไปหมด (ปกติก็ดูกันไม่ค่อยออก เพราะแต่งตัวเหมือนๆ กัน) ยิ่งคลุมหัว ปิดจมูก ปิดปากกันอีก ยิ่งไปกันใหญ่ เข้าไปแล้ว ต้องไปดูว่าวอร์ดเราอยู่ห้องผ่าตัดห้องไหน แล้วไปยื่นหน้าดูตรงกระจกใสหน้าห้องผ่าตัดว่าเป็นทีมของเราแน่ๆ รึเปล่า

ตอนแรกเป๋อมาก เพราะคลุมหน้าสุดฤทธิ์เดินเข้าห้องผ่าตัด แต่แล้วก็เห็นมีแต่คนในฟิลด์ผ่าตัดเท่านั้นที่คลุมจมูกกับปาก หมอดมยายังไม่คลุมจมูกเลย ก็เลย เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เห็นมั๊ย มันไม่ปลอดเชื้อเหมือนบ้านเรา จริงๆ

เคสแรกที่เข้าไปช่วยเป็นเคสปลูกถ่ายหลอดเลือดเทียมที่ขา เริ่มไปละส่วนหนึ่ง consultant บอกให้เราเข้าช่วยกับ registrar อีกคน เราก็ออกไปล้างมือ ใช้หลังดันประตูเข้าห้องผ่าตัด บอกพยาบาลว่าถุงมือเราเบอร์อะไร แล้วก็เช็ดมือใส่เสื้อคลุมปลอดเชื้อ (sterile) หยิบถุงมือใส่ทับ พยาบาลก็มัดเสื้อให้เราเหมือนที่เมืองไทย แต่ทีนี้ วิธีใส่ถุงมือที่เรียนมาจากบ้านเรานั้นอาจดูแตกต่างจากที่นี่เล็กน้อย เลยถูกพยาบาลห้องผ่าตัดค้อน แล้ว registrar อีกคนก็มาทำโชว์ให้ดู ต่อหน้าเราก็ อือ อา แท้งกิ้ว ตามเรื่อง แต่ในใจคิดว่า โธ่ ตูนะ sterile technique ดีกว่าเยอะ วิธีที่เราใส่แบบบ้านเราถูกหลักปลอดเชื้อย่ะ ช่างเถอะ เออออห่อหมกไปแล้วเดินไปเข้าฟิลด์ผ่าตัด

ดึงโน่น ดึงนี่ อย่างที่ consultant ยื่นให้ถือ ดูดเลือดบ้าง ดูดควันบ้างตามเรื่อง จนเสร็จทุกอย่างเหลือแต่เย็บผิวหนังให้ติดกัน consultant ก็จะออกห้องผ่าตัดกัน ปล่อยให้เรากับ registrar ปิดฟิลด์ให้เสร็จ registrar ก็หันมาถามเราว่าเย็บเป็นมั๊ย ขอโทษ เย็บเป็นย่ะ เย็บเก่งด้วยเฟ้ย แต่เปล่าเลยที่นี่ใช้ staple ใช่ค่ะ คล้าย staple ที่เย็บกระดาษเลย เย็บไปเรื่อย เพราะแผลที่ขายาวมาก แต่ดูผลจากคนไข้หลายคนแล้ว ดูเป็นแผลตะขาบไม่ค่อยสวยเลยอ่ะ

พอเสร็จแล้ว ก็อยู่ช่วยคนงานยกคนไข้ใส่เตียงล้อเลื่อน ทิ้งผ้าบางส่วน ขอบคุณรอบทิศ ทั้งหมอดมยา พยาบาลที่ช่วย พยาบาลผู้ช่วย คนขนเปล แล้วก็ออกห้องผ่าตัดไปดู registrar หรือ consultant เขียนรายงานการผ่าตัดค่ะ

เตร็ดเตร่ไปมาซักพัก ถ้าไม่มีอะไรต่อก็ขอออก ถ้ามีเพจตามเรียกก็มีเรื่องขอตัวออกห้องผ่าตัดก่อน ความจริงระหว่างรอเคสนี่นานมาก ไม่รวดเร็วเหมือนบ้านเราเลย แต่หมอศัลย์ที่นี่ก็มักจะเตร็ดเตร่ในห้องผ่าตัดกันซะส่วนใหญ่ ไม่ออกไปดูวอร์ดเลย ไม่เห็นจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาเปลี่ยนชุดหรือใส่เสื้อคลุมก่อนออกนอกห้องผ่าตัดกันเลย สงสัยที่ไม่ค่อยเปลี่ยนชุดกันเพราะคิดว่าใส่ชุดสครับแล้วดูเป็นหมอศัลย์ดีมากกว่ามั๊ง  มีเพจเข้ามาพอดีมีข้ออ้างหนีกลับวอร์ดล่ะ ดีจัง


อยู่วอร์ดศัลย์นี่ ไม่ว่าจะที่ไหนในโลกก็เหมือนๆ กัน (อุ๊บส์) คือ หมอศัลย์ก็จะเอาแต่เข้าห้องผ่าตัดไปผ่าๆๆๆๆ อย่างเมามันส์ แล้วปล่อยให้ resident ผู้ต่ำต้อยอย่างเราเคลียร์งานในวอร์ด ดูคนไข้ในวอร์ดไป โดยเฉพาะหากคนไข้มีอาการใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับการผ่าตัดนี่ อย่าหวังเลยจะพึ่งหมอศัลย์ได้ ต้องปรึกษาหมออายุรกรรมให้มาดูเท่านั้น ฉันเองผู้ไม่ประสงค์จะเรียนต่อเป็นหมอผ่าตัด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปเสนอหน้าให้ consultant เห็นในห้องผ่าตัด นอกเสียจากเค้าขาดคนจริงๆ เค้าถึงจะโทรให้เข้าไปช่วย งานหลักของฉันจึงเป็นการดูแลคนไข้ในวอร์ดให้ปลอดภัย

คนไข้ที่อยู่วอร์ดศัลยกรรมหลอดเลือดนี่ มักจะมีปัญหาทางอายุรกรรมหลากหลาย เพราะไม่งั้นหลอดเลือดคงไม่มีปัญหา โรคประจำตัวของคนไข้กลุ่มนี้คือ เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในกระแสเลือดสูง โรคไตทำงานไม่ดีหรือไตวายระยะต่างๆ ถือเป็นคนไข้ที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ภาวะแทรกซ้อนสูง ดังนั้นหมออายุรกรรมที่มีหน้าที่รับปรึกษาดูแลคนไข้วอร์ดศัลยกรรมหลอดเลือดจึงเป็นหมออายุรกรรมที่มีประสบการณ์ระดับ Senior medical registrar รวมไปถึงหมอโรคเบาหวานโดยเฉพาะและหมอโรคไต หมอสามคนนี้เป็นบุคคลหลักที่ฉันต้องทำงานติดต่อสื่อสารอยู่ทุกวัน

หมอ Senior medical registrar ที่ชื่อ Adrian ที่ฉันต้องคุยด้วยทุกวันนั้น เป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดคุยเล่นด้วย เวลาโทรไปแต่ละที กลัวมาก ต้องเตรียมข้อมูลให้ดี แล้วเอเดรียนนี่จะเงียบฟังเวลาเรารายงาน เงียบจนไม่รู้ว่าเค้าอยากได้ข้อมูลอีกรึเปล่า หรือว่าเราขาดข้อมูลอะไร พูดผิดอะไร ฟังเรารู้เรื่องมั๊ยเนี่ย คิดกังวลจิปาถะ ซวยจริงๆ ชั้น ยังต้องคุยกับเธอทุกวันด้วย เวลาเอเดรียนมาดูคนไข้ตอนแรกๆ นี่ ไอ้เราก็ติดนิสัยบ้านเราอีกแล้วที่เป็นผู้น้อยต้องบริการผู้ใหญ่ วิ่งหาชาร์ท ตามผลตรวจแล็ป หาอะไรก็ได้ก็เอเดรียนต้องการมาประเคน แล้วก็ตามราวด์ด้วย เค้าก็เฉยๆ เขียนชาร์ทงุดๆ ไปคนเดียว ทำเหมือนเราไม่มีตัวตน มารู้ทีหลังว่าที่ออสเตรเลียนี่ เวลาหมอต่างแผนกมาดูคนไข้ก็ปล่อยเค้าดูไป ถ้าไม่มีอะไรฉุกเฉินเค้าก็ไม่บอกเราเป็นการส่วนตัว แต่เราต้องไปตามอ่านโน้ตของเค้า ถ้าไม่เข้าใจค่อยตามถามเค้าอีกที มีวันนึงเอเดรียนอารมณ์ดีผิดปกติโทรบอกเราว่ามาดูเคสนี้แล้วนะ แพลนเป็นแบบนี้ ตกใจเลย เจอบ่ายอีกวันก็อธิบายให้ฟังว่าเป็นยังไง สอนอีก สงสัยอันนี้แล้วแต่อารมณ์เธอแฮะ

คนไข้เตรียมผ่าตัด ต้องหยุดยาเบาหวานก็ต้องตามให้หมอโรคเบาหวานมาปรับยาหรือเปลี่ยนเป็นอินซูลินให้ ระดับน้ำตาลไม่ดีก็ขอให้เค้ามาดูให้ ได้เรียนรู้การดูแลคนไข้เบาหวาน

คนไข้โรคไตมักมีปัญหาการทำงานของไตแย่หลังฉีดสีตรวจดูภาพหลอดเลือด ก็ต้องให้หมอโรคไตมาดูคนไข้ให้ ส่วนมากก็จะมีการให้น้ำเกลือช้าๆ หนึ่งวันก่อนฉีดสีแล้วก็ให้ต่ออีกวันหลังฉีดสี ยาบางตัวก็ต้องปรับเปลี่ยน

สรุป เรียนรู้โรคหลายระบบมากจากการอยู่วอร์ดศัลย์หลอดเลือด โดยเฉพาะ โรคไต โรคเบาหวาน และโรคทั่วไป รวมไปถึงโรคหัวใจด้วย  เอ...อยู่วอร์ดศัลย์เป็นอาทิตย์แล้ว ยังไม่มีโอกาสได้เข้าห้องผ่าตัดกับเค้าเลย แต่ได้ความรู้โรคอายุรกรรมเพียบ ตกลงอยู่วอร์ดศัลย์หรือเหม็ด (อายุรกรรม) กันแน่เนี่ย


การทำงานเพื่อให้ได้ full registration ในออสเตรเลียนั้นต้องมีการไปผ่านวอร์ดศัลยกรรมด้วย รพ.จัดให้อยู่วอร์ดศัลยกรรมหลอดเลือด ปกติก็ไม่ชอบศัลย์อยู่แล้วแต่ต้องมาผ่าน จะรอดมั๊ยเนี่ย

โทรหา resident ที่อยู่ก่อนหน้า โชคดีที่เป็นเพื่อนของเพื่อนเราเอง เลยคุยกันง่ายหน่อย นัดเจอ Stephanie บ่ายวันหนึ่ง Steph อยากเรียนต่อศัลย์ จึงเป็น resident ที่ผ่านวอร์ดศัลย์แล้วขยันมาก..........ก พยาบาลในวอร์ดชอบเธอมาก.............ก เอาล่ะสิ เจองานหนักแล้วเรา  Steph อธิบายให้ฟังว่าหน้าที่ทั่วไปของ resident มีอะไรบ้าง เขียนเป็นลิสต์ให้ น่ารักมาก แต่ละวันมีอะไรต้องทำบ้าง แล้วก็บอกเราว่า หน้าที่หลักคือคุมวอร์ด แต่ถ้าอยากเป็นหมอศัลย์ก็เข้าห้องผ่าตัดบ่อยๆ ประมาณว่าต้องเสนอหน้าให้ consultant เห็นบ่อยๆ

หน้าที่หลักของแต่ละวันจะต่างกัน แต่ทั่วไปคือ มาให้ถึงวอร์ดก่อน หน้าที่หลักของแต่ละวันจะต่างกัน แต่ทั่วไปคือ มาให้ถึงวอร์ดก่อน เจ็ดโมงครึ่งตอนเช้า พิมพ์ลิสต์คนไข้ที่จะราวด์ รอส่งเวรจากหมอเวรดึกว่าคนไข้วอร์ดเรามีปัญหาอะไรรึเปล่า  Vascular Fellow (คือ registrar ที่กำลังต่อเฉพาะทางย่อย) จะมาราวด์ประมาณ 7.45 am จะเป็นการราวด์ที่เร็วมากเพราะหมอศัลย์ทั้งหลายต้องเริ่ม theatre (ห้องผ่าตัด) 8.30 am หน้าที่ของเราคือต้องส่งแลป ส่งคนไข้กลับบ้าน เช็คแล็ป ถ้าคนไข้ค่อนข้างป่วยต้องคุยกับหมอเฉพาะทางอายุรกรรมให้มาดู ถ้าทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ควรจะเข้าห้องผ่าตัด ตอนบ่ายบางวันจะมี X-ray meeting ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกับหมอเอ็กเรย์ ซึ่ง resident อย่างเราต้องเตรียมฟิล์มให้พร้อม อันนี้แหละน่าปวดหัว เพราะบางทีคนไข้เพิ่งได้ฉีดสีดูหลอดเลือดตอนเช้า ตอนบ่ายทีมก็อยากดูฟิล์มแล้ว ต้องไปแย่งกับหมอเอ็กซเรย์มาให้ท่านๆ consultant ถกกันก่อน จะมีบ่ายวันนึงที่จะต้องออกตรวจคนไข้นอก หน้าที่ resident หลักๆ คือดูแผลกับพยาบาล ถ้ามีอะไรก็ถาม registrar, fellow หรือ consultant ได้ เพราะอยู่ห้องติดๆ กัน แต่บางทีเรอะ กว่าท่านๆ จะมาถึงกันก็สายไปเกือบชั่วโมงแล้ว เฮ้อ

วันพุธเย็นจะมีวอร์ดราวด์ใหญ่ ที่ Consultant ทั้งหมดรวมกันก็ห้าหกคนได้ จะมาราวด์วอร์ดด้วยกัน fellow จะเป็นคนรายงานเคส ส่วนเราก็ทำตัวหงิมๆ เดินตาม แต่ด้วยความติดนิสัยที่ว่าผู้น้อยต้องบริการผู้ใหญ่ เราก็มักจะแกะผ้าพันแผลให้ผู้ใหญ่ได้ดูกัน หยิบของให้ หยิบถุงมือให้ จนหมอหัวหน้าแผนกชมขึ้นมาวันนึงว่า ยูเป็น resident ที่รู้งาน ขยันขันแข็งดีมาก หมดราวด์วันนั้น Fellow บอกว่า ทำงานมาหลายปีเพิ่มเห็นหัวหน้าแผนกชม resident วันนี้แหละ อิอิ ดีจังจะได้ขอให้เค้าเป็น referee ให้ได้

รู้งานคร่าวๆ แล้ว เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ถูกจับให้อยู่วอร์ดมหาโหดเข้าให้อีกละ ไม่ได้อคติจริงๆ เค้าดูแล OTDs (หมอต่างชาติ) อย่างเราได้แตกต่างจากหมอที่จบที่นี่อย่างเห็นได้ชัดจากการจัดตารางงาน

ลาป่วย

posted on 24 Jan 2009 17:20 by cmudocinmelb


ตอนอยู่เมืองไทย ตั้งแต่สมัยเป็นนศพ.หรือตอนเป็นพญ.นั้น จำได้ว่าลาป่วยแค่ไม่กี่ครั้ง เพราะถ้าเราลาป่วย เพื่อนหรือรุ่นพี่ที่อยู่วอร์ดเดียวกันจะยุ่งมากกว่าเดิม ยุ่งแบบสุดๆ แล้วเราจะรู้สึกผิด ถึงแม้ว่าเราจะป่วยจริงๆ ก็ตาม

ในออสเตรเลียนั้น หมอลาป่วยกันเป็นเรื่องธรรมดา ตามสัญญาบ่งบอกไว้ว่า หมอในรพ.มีสิทธิ์ลาป่วยได้ 3 วันโดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ สามารถใช้ใบ Stat dec (Statutory Declaration) หรือรายงานที่เราเขียนเองแล้วให้ผู้มีสิทธิ์เซ็นรับรองว่าเป็นจริงได้ 3 ครั้ง แต่ละครั้งลาได้ถึง 3 วัน (รวมแล้วเป็น 9 วัน) อีกทั้งลาป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์ได้รวมทั้งหมดแล้วเป็นเดือนต่อปี หมอแต่ละคนก็มีวันลาพักผ่อนได้อีก 5 อาทิตย์ต่อปี คิดดูสิคะ ถ้าใช้สิทธ์ลาป่วยทั้งหมดรวมลาพักร้อนจริงๆ สรุปแล้วทำงานแค่  9 เดือนครึ่งต่อปี

ทำไมหมอที่นี่ลาป่วยเยอะจัง ก็เพราะใครๆ ที่นี่ก็บอกกันว่า ยูมีสิทธิ์ลาป่วยก็ควรจะใช้ อย่างน้อยๆ ไอ้สามวันที่ลาได้ง่ายๆ นี่ก็ใช้ให้ครบซะ เพราะไม่สามารถเอาไปสะสมกับปีหน้าได้ แต่ลาป่วยแบบอื่นเอาไปรวมได้ มีสิทธิ์ใช้แต่ไม่ใช้ถือว่าไม่ฉลาด (หรือโง่นี่แหละ) มากๆ เลย อ้อ I see

ตารางเวรก็จะมีการจัดชื่อหมออยู่เป็น first on-call (หมอถูกตามคนแรก) และ second on-call (หมอถูกตามเมื่อตามหมอคนแรกไม่ได้) คนที่เป็น second on-call นี่จะไปไหนไกลๆ ไม่ได้ เผื่อถูกตามเวลาหมอที่เป็น first on-call ลาป่วย ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้บ่อย แต่ที่ไหนได้เกิดขึ้นบ่อยพอดู โดยเฉพาะหมอเวรดึก แต่มีข้อดีอยู่อย่างคือถ้าถูกตามให้มาขึ้นเวรดึก ตอนเช้าอีกวันก็ลัลลาไม่ต้องมาทำงานในวอร์ดประจำ แต่เวลาถูกเรียกนี่ เซ็งเลย

เวลาอยู่ห้องฉุกเฉิน (ED)  ประจำเลยที่หมอไม่คนใดคนนึงในเวรนั้นจะโทรมาลาป่วย โดยเฉพาะเวรเช้าที่โทรมาบอก registrar ที่อยู่เวรดึกเท่านั้น ไม่ต้องโทรมาบอก consultant แต่สงสัย consultant รู้ทันเลยออกกฎทีหลังว่าต้องโทรมาบอก consultant ตอนเช้าด้วยตัวเองอีกที

หมอบางคน แพลนล่วงหน้าเลยว่าจะลาป่วยช่วงไหน วันไหน ที่น่าเกลียดสุดคือ แลกเวรกับเราแล้วลาป่วยวันที่แลกกับเรานั่นแหละ

ไหนๆ ก็เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม อย่างน้อยต้องใช้สามวันลาป่วยอย่างที่เค้าบอก แต่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดีที่โทรไปแล้วบอกว่า unwell นะ แต่ดูเหมือนคนรับสายจะชินซะละ ตอบมาสบายๆ ว่า Get well soon ล่ะ

อยู่เมืองไทย พูดแต่ภาษาไทย นานๆ ทีจะมีโอกาสได้ สปิกอิงลิช กับเค้าบ้าง จำได้ว่าสมัยเป็นนศพ.ปี5 มีเพื่อนในกลุ่มคนนึง (ซึ่งตอนนี้เป็นอาจารย์ในภาควิชาเด็กแล้ว) วิ่งหน้าตื่นมาแล้วบอกว่า โอ...ฝรั่งมา อ้าวแล้วทำไมล่ะ เพื่อนชาย (ที่หน้าตาน่ารัก อิอิ) คนนี้เลยบอกว่า ฝรั่งถามเค้าว่า ยูพูดภาษาอังกฤษได้มั๊ย เค้าก็ตอบไปว่า No, I can’t but Sira can เป็นเรื่องโจ๊กมากเลยตอนนั้น แต่ป่านนี้ เพื่อนคนนี้คงพูดได้เขียนได้คล่องปรื๋อแล้ว เพราะเห็นมีชื่อในวารสารอ้างอิงเป็นภาษาอังกฤษอยู่หลายฉบับ

เคยทำงานที่อ.ทุ่งหัวช้างซึ่งเป็นเขตกันดารของจังหวัดลำพูน มีประชากรชาวเขาอยู่มาก ต้องมีล่ามประจำเผ่า (หรือหัวหน้าเผ่านั่นแหละ) มาหาหมอกับคนไข้บ่อยๆ แต่เป็นประสบการณ์สั้นๆ แค่ 2 เดือนเท่านั้น

ออสเตรเลียเป็นประเทศใหม่ที่รับชนชาติจากนาๆ ประเทศให้เข้ามาอยู่กัน เนื่องจากชนบางกลุ่มมีประชากรอยู่ในออสเตรเลียมาก จึงมีชุมชนของตัวเอง คงวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของตัวเอง พูดภาษาตัวเอง ซื้อของจากร้านชนชาติตัวเอง จึงไม่มีความจำเป็นในการพูดภาษาอังกฤษ หรือบางครั้งอาจเป็นพ่อแม่ผู้สูงอายุที่ถูกสปอนเซอร์จากลูกหลานของตัวเองให้มาอยู่ในออสเตรเลีย อยู่แต่กับครอบครัวตัวเอง จึงไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ที่เห็นได้ชัด คือ อิตาเลียน และ เวียดนาม แต่รพ. Western Hospital ที่ทำงานอยู่นั้นเป็นย่านชุมชนคนเวียดนาม คนผิวดำที่ส่วนมากพูดภาษาดิงโก้ (dingo) Macedonian และมีอิตาเลียนอยู่บ้างบางส่วน

ด้วยความที่ว่าเป็นหมอเอเชียหัวดำ ใครๆ ก็ชอบถามว่ายูพูดภาษาเวียดนามได้รึเปล่า (โอ้โน) หรือบางทีก็ถามว่าพูดภาษาจีนได้รึเปล่า ต้องบอกไปว่า ไม่ได้ ไม่ใช่คนเวียดนาม แต่ภาษาจีนนี่พูดได้นิดหน่อยพอสื่อสารได้ เพราะคุณสามีมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ แต่จะให้สื่อสารด้วยคำทางการแพทย์นี่ก็ไม่ไหว แต่ถึงกระนั้นก็เคยตรวจคนไข้คนจีนแบบพูดจีนปนอังกฤษปนภาษามือแต่รู้เรื่องกันดี แฮบปี้กันทั้งสองฝ่ายมาแล้ว

มีอยู่ครั้งนึงที่ถูกขอให้ไปช่วยพูดกับคนไข้ลาวคนนึงที่ห้องฉุกเฉิน เพราะคนไข้พูดภาษาไทยได้เพราะเคยอยู่ศูนย์อพยพในไทยมาก่อน แต่คนไข้เมามาก เราพูดไทยใส่ก็พูดภาษาอังกฤษปนไทยปนลาวกลับมาอยู่ดี สรุป คุยกันไม่รู้เรื่อง ฮ่าฮ่าฮ่า

บางทีลูกหลานญาติพี่น้องนั่นแหละที่เป็นล่ามจำเป็นให้ แต่ในรพ.ที่นี่ไม่แนะนำให้ใช้เพราะบางอย่างเป็นเรื่องของสิทธิส่วนตัวที่ญาติไม่ควรมามีส่วนรู้เห็นกับคนไข้ หรือบางทีคนไข้ก็ไม่อยากให้ญาติรู้เลยตอบไม่ตรงประเด็นหรือบิดเบือนความจริงก็ได้ หรือบางทีญาติๆ ก็อาจไม่เข้าใจภาษาอังกฤษหรือภาษาทางการแพทย์ดีพอ ทำให้สื่อสารผิดได้ ดังนั้นล่ามมืออาชีพจำเป็นมากที่รพ.ที่เคยทำงานอยู่นั้น มีล่ามภาษาเวียดนาม จีน อาราบิก ประจำรพ.เลยทีเดียว

ล่ามพวกนี้จะต้องผ่านการสอบ ต้องมีความรู้เรื่องศัพท์ทางการแพทย์พอสมควร เราสามารถโทรตามให้มาเป็นล่ามในวอร์ดที่เราต้องการได้ แต่บางทีพวกเค้ายุ่งมากต้องรอเป็นชั่วโมงๆ ก็มี บางทีก็ต้องจองไว้ก่อนล่วงหน้าเป็นวัน หากเป็นภาษาอื่นๆ ก็สามารถโทรไปหาศูนย์จัดหาล่ามแล้วมีการแปลผ่านทางโทรศัพท์ก็มี น่าสนใจมากสำหรับคนที่มาจากประเทศที่พูดกันภาษาเดียวทั้งประเทศอย่างเราในตอนแรกๆ บางทีคิดว่าเคสนี้ก็พอพูดรู้เรื่อง แต่พอ Consultant มาคุยด้วย หากคนไข้พูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนัก consultant ก็จะบอกเลยว่าขอล่ามก่อนแล้วค่อยมาปรึกษาอีกที ทำเอาเสียเวลาไปเยอะเลย เพราะกว่าจะติดต่อให้ล่ามมา (หรือบางทีให้โทรกลับ) กว่าล่ามจะติดต่อกลับ กว่าจะเริ่มสนทนากันได้ก็รอไปเป็นครึ่งชั่วโมงอย่างต่ำ

คิดเล่นๆ ว่าคนในออสเตรเลียเองว่าไปก็เสียเปรียบนะ เพราะพูดได้อยู่ภาษาเดียวแล้วดูเหมือนว่าจะเรียนรู้ภาษาอื่นได้ยากเหลือเกิน ในขณะที่ผู้อพยพเข้ามาอยู่พูดกันได้อย่างน้อยสองภาษา เห็นเพื่อนคนมาเลเซีย คนจีนหลายคนพูดกันได้อย่างน้อยคนละสามสี่ภาษาแล้วน่าทึ่ง นี่กะว่าซักวันในอนาคตต้องพูดสื่อสารภาษาจีนกับคนไข้ให้รู้เรื่องให้ได้ แบบไม่ต้องใช้ล่ามภาษาจีนแมนดารินเลย เอาน่ะต้องมีซักวันล่ะ

เวรดึก

posted on 22 Jan 2009 07:22 by cmudocinmelb

 

ถูกจัดอยู่เวรดึกติดกัน 9 อาทิตย์ในปีแรก แล้วก็อีก 8 อาทิตย์ติดกันในปีที่สอง  อาจจะมองอย่างมีอคติ แต่เท่าที่สังเกต หมอที่ถูกจัดให้อยู่เวรดึก ส่วนมากเป็นหมอที่จบจากประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ออสเตรเลีย (ก็คือพวก overseas trained doctors หัวดำๆ อย่างพวกเรานี่แหละ)

ที่เมืองไทยนั้น ทุกคนจะจัดให้อยู่เวรดึกวนกันไป ซึ่งหมายถึงทำงานตอนกลางวันเสร็จแล้วกลับบ้าน (หรืออาจจะไม่ได้กลับ) อาบน้ำแต่งตัว ทานข้าวเย็น (อาจจะไม่มีเวลาได้ทาน) แล้วกลับมาอยู่เวรที่รพ.ต่อ ตื่นเช้ามาก็ไปราวด์วอร์ดเหมือนปกติ หากเป็นรพ.เอกชนก็อาจจะจ้างให้หมอที่ปกติทำงานในรพ.รัฐบาลตอนกลางวันให้มาอยู่เวรดึกให้ แล้วตอนเช้าหมอคนนั้นก็กลับไปทำงานต่อในรพ.รัฐบาลที่ตนสังกัดอยู่

ในออสเตรเลียนั้น การอยู่เวรดึกจะแยกเป็นเวรดึกเฉพาะ แต่ละรัฐ แต่ละรพ.มีการจัดเวรให้แตกต่างกันไปแต่ยังไงก็คือ ทำงานแต่ตอนกลางคืนเท่านั้น ที่รพ.ที่เคยทำงานนั้น จัดให้อยู่เวรดึกติดกันเจ็ดคืน แล้วก็ว่างอีกเจ็ดวัน!  เรียกกันว่า 7 days on, 7 days off ฟังดูแปลกดี เพราะหมายถึงการทำงานตั้งแต่ 8pm – 8.30 am กลับบ้านทานข้าวเช้าแล้วนอน ตื่นตอนเย็น ทานข้าวเย็นแล้วกลับไปรพ.ใหม่ ใช้ชีวิตมนุษย์ค้างคาวแบบนี้ไปเจ็ดวัน แล้วหยุดงานไปเลยเจ็ดวัน แล้วกลับมาใช้ชีวิตมนุษย์ค้างคาวใหม่อีกเจ็ดคืน สลับกันแบบนี้ไปหลายอาทิตย์จนหมดภาระเวรดึกหลายๆ คนไม่ชอบเวรดึกเพราะอยู่เวรคนเดียวคุมหลายวอร์ด งานยุ่งและเหนื่อย โดยเฉพาะหมอฝรั่งที่จบที่นี่จะเกลียดเวรดึกมาก หากได้อยู่ก็โทรลาป่วยกันบ่อยๆ

จากประสบการณ์ที่อยู่มาบ่อยมาก......... ถ้าเทียบกับหมอหลายๆ คนที่นี่ พบข้อดีหลายๆ ข้อของการอยู่เวรดึก

หนึ่ง คือ มีเวลาพักเยอะมาก ลองคิดดูว่าอยู่เวรดึก 8 อาทิตย์ อยู่เวร 4 อาทิตย์ แล้วหยุด 4 อาทิตย์ ว่าไปก็เหมือนทำงานแค่หนึ่งเดือนในสองเดือน ช่วงอาทิตย์ที่หยุด อยากไปเที่ยวไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้

สอง ได้เงินเดือนมากขึ้น เพราะการอยู่เวรดึกในออสเตรเลียนั้นจะมีค่าอยู่เวรดึกซึ่งมากกว่าชั่วโมงธรรมดา รวมทั้งได้ค่า overtime เยอะ

สาม ได้รู้จักบุคลากรมากขึ้น ทั้งหมอด้วยกัน ทั้งแผนกเดียวกัน ต่างแผนก หมอรุ่นเดียวกัน หมอรุ่นพี่ พยาบาล ยาม คนขนเปล ฯลฯ เพราะคนทำงานเวรดึกด้วยกันน้อย หากมีปัญหาอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน ถ้าว่างก็ได้นั่งเม้าท์กัน ได้รู้จักกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น เมื่อมีปัญหาในอนาคตก็ขอความช่วยเหลือกันได้ง่ายขึ้น

สี่ ทำงานเสร็จก็จบ ไม่ต้องมาติดตามว่าคนไข้เป็นยังไงต่อ (แต่ถ้ามีเวลา อยากศึกษาเพิ่มเติมก็ติดตามต่อเองได้) ไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องการเมืองในวอร์ด ไม่ต้องมาคิดว่า consultant ชอบแบบนี้ อีกคนชอบอีกแบบ ทำหน้าที่ของตัวให้เสร็จก็จบ

ข้อเสียก็มีหลายข้อ คือ ขาดสังคมไปเลยช่วงที่ทำงานเวรดึก เพราะช่วงที่ทำงานคือ ขาดการติดต่อโลกภายนอก ตอนกลางวันคือนอนเท่านั้น (อันนี้ใครนอนยากหน่อยก็ซวยไป) ปิดมือถือ ดึงสายโทรศัพท์ออก เสียบ ear plugs นอนไปเลยก็มี ส่วนเวลาที่เราหยุดอาทิตย์นึงนั้น เพื่อนๆ เราเค้าทำงานกัน ไม่มีใครมามีเวลาไปไหนกับเราหรอก 

อีกข้อก็คือ หากมีคนไข้หนัก หรืองานหนักคืนนั้น หมายถึง ต้องวิ่งวุ่นอยู่คนเดียวทั้งรพ. เคยมีอยู่คืนนึงที่มีคนไข้รับใหม่ 12 คน ใครจะไปทำทันเพราะคนนึงก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงแล้ว ไหนจะคนไข้ในวอร์ดเจ็บอกอีก แทงน้ำเกลือรออีกเป็นสิบ เช้าอีกวันส่งเวรให้หมอตอนเช้า รับคนไข้ไม่เสร็จไปสี่ราย โดนค้อนหนักเลย

ก็แล้วแต่คนจะชอบ บางคนชอบเวรดึก เพราะจะได้มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบมากขึ้น แต่สำหรับตัวเองนั้น ไม่ค่อยชอบนักเพราะรู้สึกว่า ท่าจะเริ่มชรา สังขารไม่ค่อยไหวกับการใช้ชีวิตมนุษย์ค้างคาวนัก  หน้าตาทรุดโทรม ไม่ไหวค่า

ความสะใจของหมอเชิงดอย

posted on 20 Jan 2009 09:42 by cmudocinmelb


 

วันนี้ขอเล่าเรื่องสะใจตอนอยู่เวรเย็นดูแลคนไข้ศัลยกรรมเฉพาะทาง มีคนไข้กระดูกขาหัก เตรียมผ่าตัด แต่พยาบาลเรียกให้มาดูคนไข้เพราะคนไข้บ่นปวดหัวมาก

 

คนไข้มาจากแอฟริกา พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ญาติเป็นล่ามให้ จับได้ใจความว่า คนไข้ประสบอุบัติเหตุขณะนั่งในรถเมล์ หัวกระแทกพื้น ปวดหัวและหูข้างซ้ายฟังไม่ได้ยิน ตรวจร่างกายดูปรากฎว่าคนไข้กดเจ็บบริเวณทัดดอกไม้ (กะโหลกส่วนเหนือหู) ข้างซ้ายมาก เสียการได้ยินจริง เอาล่ะสิต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ พอดี registrar กระดูกมาดูคนไข้ เลยบอกให้เค้าทราบ เค้าตอบกลับมาว่า เคลียร์ให้เรียบร้อยเพราะเค้าจะผ่าคนไข้คนนี้ในครึ่งชั่วโมง ฉันลากอุปกรณ์ส่องหูดู ปรากฎว่า มีเลือดหลังเยื่อแก้วหูข้างซ้าย ซึ่งหมายความว่าต้องมีอะไรรุนแรงในหูส่วนใน หรือ กะโหลกแตก แต่ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเพราะไม่เคยเห็นเคสจริงมาก่อน เคยเห็นแต่รูปในหนังสือ

ไม่ดีแล้วสิ ฉันเลยโทรติดต่อหมอศัลย์ทั่วไปหวังให้เค้ามาดูคนไข้ เขาบอกฉันให้โทรติดต่อห้องฉุกเฉินให้รับคนไข้ลงไปส่งสแกนศีรษะ ฉันโทรไปห้องฉุกเฉิน ไม่มีใครรับคนไข้ลงไป ฉันโทรไปหาหมอศัลย์กระดูก แกบอกฉันว่า คนไข้เลือดออกในหู โทรหาหมอหูสิ แล้วโทรหาแกใหม่ด้วย ว่าจะผ่าคนไข้ได้เมื่อไหร่ ฉันโทรหาหมอหู หมอหูถามฉันว่าแน่ใจแค่ไหน ฉันบอกไม่แน่ แต่คนไข้ดูท่าไม่ดีจริงๆ หมอหูให้ฉันโทรหาหมอเอ็กซเรย์ขอสแกนช่องหู ฉันโทรหาหมอเอ็กซเรย์ เค้าอิดออดไม่ค่อยอยากทำให้ ฉันบอกเค้าว่าขอช่วยสแกนทั้งหัวให้ด้วยนะ อาจมีเลือดออกในศีรษะ หมอเอ็กซเรย์ให้ฉันส่งใบขอเอ็กซเรย์ด่วนด้วยตัวเอง ปรากฎว่าหมอกระดูกโทรมาอีกถามว่าเคลียร์ได้ยัง แล้วบ่นว่าจะรีบผ่าอีก ฉันวิ่งลงไป หมอเอ็กซเรย์ไม่อยู่แล้ว โทรหาแกโดนด่าอีกว่าฉันลงมาช้า แกจะไปพัก อ้าวก็คุยกับหมออีกคนอยู่นี่หว่า

ฉันวิ่งเต้นคุยกับ registrar หลายแผนก แต่ไม่มีใครมาดูคนไข้เลยซักคน ถึงเวลาส่งเวรฉันรู้สึกแย่มากที่โดนหมอหลายคนรุมด่า เหมือนไม่เชื่อคำพูดของฉัน ส่งเวรให้หมอเวรดึกไป กลับบ้านด้วยความรู้สึกแย่ๆ

ตื่นเช้ามาเดินไปที่วอร์ดว่าจะไปตามดูผลสแกน พยาบาลคว้าตัวฉันไปแล้วบอกว่า ยูรู้มั๊ยคนไข้เมื่อคืนถูกส่งต่อไป Royal Melbourne Hospital เพราะมีเลือดออกในช่องหูจากกระดูกทัดดอกไม้แตก เป็นเรื่องใหญ่เชียว จากความรู้สึกแย่ๆเมื่อคืน กลายเป็นความโล่งใจขึ้นมาทันที ฉันรู้สึกสะใจพวกหมอที่ไม่ยอมมาดูคนไข้มาก เอะอะอะไรก็สแกน ทั้งที่การตรวจร่างกายง่ายๆ สามารถช่วยวินิจฉัยได้เยอะ สงสารแต่คนไข้ ถ้าหมอที่ห้องฉุกเฉินตรวจเธอละเอียดกว่านี้ ฟังคำที่เธอบอกว่าฟังข้างซ้ายไม่ได้ยิน เธอก็อาจได้รับการวินิจฉัยเร็วกว่านี้ คิดดูว่าถ้าหมอกระดูกเอาเธอไปผ่าเธอคงตายคาเขียงแน่ๆ

จากวันนั้นมา ฉันขอเอ็กซเรย์จากหมอคนที่อยู่เวรคืนนั้นได้ง่ายขึ้นเยอะเลยทีเดียว เรื่องนี้ทำให้คิดถึงคำที่อาจารย์ที่โรงเรียนแพทย์สอนว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายที่ดีสามารถวินิจฉันโรคได้ 90% ที่เหลือใช้การวิทยาการใหม่ช่วย เป็นจริงอย่างที่อาจารย์ว่า ขอบคุณอาจารย์จริงๆค่ะ