หน้าตาของ AMC clinical exam

posted on 11 Jan 2009 19:08 by cmudocinmelb

เมื่อผ่าน MCQ แล้วสามารถสมัครสอบ clinical ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะมีช่องว่างมากเพราะบางทีสมัครไปก็ไม่ได้รับให้สอบ เค้าจะพิจารณาจาก Ranking ของ MCQ, จำนวนครั้งที่เคยสอบมาแล้ว จำนวนที่ว่างของการสอบ อะไรประมาณนี้ โดยมากอาจจะต้องรอประมาณ 6-18 เดือนกว่าจะได้รับการตกลงให้เข้าสอบค่ะ


แต่ เห็นหลังๆนี้ AMC เปิดการสอบมากขึ้น (เพราะเป็นการลงทุนที่ได้กำไรจาก OTDs มาก) จากที่แต่ก่อนมีการสอบทั้งหมดประมาณ 2-4 ครั้งต่อปี แต่ละครั้งก็มีประมาณ 3-4 รัฐที่เปิดสนามสอบ แถมมีการให้สิทธิพิเศษของหมดที่ลงเรียนในคอร์สเตรียมตัวสอบให้มีโอกาสตอบรับ ในการสอบมากขึ้น (ทั้งที่สมัยที่ฉันสอบนั้นให้สิทธิพิเศษเฉพาะกับคอร์สของ GP college ซึ่งแพงมาก เท่านั้น) ตอนนี้เปิดสอบแทบทุก 2-3 เดือน คนจึงมีโอกาสสอบเร็วขึ้นค่ะ แต่ข้อเสียอาจจะอยู่ที่บางคนอาจจะอยากรีบสอบแต่เตรียมตัวได้ไม่ดี ก็เสียเงินสอบมากขึ้น ฉันเองสอบ MCQ เดือน ตุลาคม 2004 ได้ตอนรับสอบ clinical ในเดือนสิงหา 2005 แต่ฉันเลือกที่จะสอบเดือน September 2005 ก็ประมาณ 11 เดือนพอดี

ต้องมารู้จัก format ของข้อสอบก่อน ข้อสอบจริงมีทั้งหมด 16 stations โดยจะมี Paed 3, O&G 3, Pschi 1-2, การตรวจร่างกาย 1-2 ข้อ แล้วที่เหลือเป็น Med & Surg ค่ะ อย่างที่เคยบอกแต่แรกว่าต้องเน้นที่สูติกับเด็กให้แม่น เพราะการจะผ่านได้ต้องผ่าน 12 stations โดยจะต้องผ่านอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสูติและเด็ก ถ้าผ่าน 10-11 ข้อจะได้ re-sit for the exam โดยจะมี 8 ข้อและต้องผ่าน 6 ใน 8 ค่ะ อีกเหตุผลที่จะต้องเน้นสูติและเด็กเพราะถ้าแม่นกับข้อสอบสูติกับเด็กมาก มั่นใจว่าทำได้ชัวร์ ก็ผ่านแล้ว 6 ข้อ ในส่วนของ psychi นั้นมักจะเป็น mental state examination การวินิจฉัย หรือ drug abuse ข้อสอบก็มักจะซ้ำกับแนวเดิมๆ ก็เอาไปนอนกิน อีก 1-2 ข้อ การตรวจร่างกายก็ต้องแม่น (อ่านของ Talley & O’Connor ค่ะ เล่มดั้งเดิมอ่านแล้วง่วงมาก ฉันเองอ่านฉบับย่อก็โอเคเหมือนกัน) ในส่วนของ med และ ศัลย์นั้น เท่าที่สังเกตดูมักจะเป็น emergency medicine อย่าง chest pain, PE (pulmonary embolism), cardiac arrest หรือ APO (acute pulmonary oedema) ค่ะ แล้วก็ emergency surgery อย่าง AAA 7 cm, acute abdomen, or tension pneumothorax ค่ะ คิดดูสิคะ ถ้าแม่นในส่วนที่ว่าก็ได้ไปแล้ว สูติ 3 เด็ก 3 จิตเวช 1-2 ตรวจร่างกาย 1-2 emergency med&surg อีก 2 รวมแล้วก็ 10-12 อย่างน้อยๆก็ได้ resit แล้วค่ะ ที่เหลือก็มีทั้งข้อสอบเก่าและใหม่ปนกัน ถ้าโชคดีได้ข้อสอบเก่า และเตรียมตัวมาดีก็ผ่านแน่ๆ ค่ะ เทคนิคพวกนี้ก็รวบรวมจากเพื่อนๆที่เรียนคอร์สด้วยกัน และการศึกษาจากข้อสอบเก่ามันก็จะมี pattern ของการออกซ้ำที่พอจะเดาออกว่าครั้งหน้านี่ข้อนี้ออกแน่ๆ หรือข้อนี้ไม่ออกหรอกมั๊งก็ไม่ต้องเน้นมาก อะไรประมาณนี้ค่ะ

ฉันโชค ดีที่ได้หมอคนสิงคโปร์ชื่อ Joseph เป็น buddy เริ่มด้วยเค้าหาคนมีรถจะได้เกาะติด แถมบ้านเราใกล้กัน ก็เลยเป็น buddy ไปไหนมาไหนด้วยกัน เค้าเป็นหมออายุ 50 กว่า ๆ แต่ภรรยาชอบออสเตรเลีย ก็เลยต้องมาสอบ AMC จะได้สมัคร PR (permanent resident) ที่นี่ เค้าทำงานเป็น palliative care registrar (ดูแลคนไข้ end-stage) ที่ออสเตรเลีย ท่าทางเค้าจะเตรียมตัวกับข้อสอบมาก่อน ทำให้มี material เยอะ เป็นคนช่างอ่าน และช่างสอน ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย แกก็จะคอยพูดกรอกหูฉันเวลาฉันขับรถ แล้วก็ role-play ให้ฉันฝึกทุกวัน มีเทคนิคดีๆ ในการเตรียมสอบ ต้องขอบคุณ Joseph ที่เป็นคนสำคัญที่ทำให้ฉันสอบผ่านฉลุยในครั้งเดียวด้วย

กลับมาที่ข้อ สอบ ในวันสอบจริงจะมี 20 stations โดย 4 stations เป็นข้อพัก เริ่มจากข้อแรกจะมีเสียงกริ๊ง ก็เริ่มที่ข้อแรก มีเวลาให้อ่านหน้าห้อง 2 นาที มีกริ๊ง เข้าไปในห้อง มีเวลา 8 นาที กริ๊ง ต้องรีบออกห้องแล้วไปห้องต่อไปเพราะเวลา 2 นาทีเริ่มจากเสียงกริ๊ง ในห้องจะมี role-play แสดงเป็นคนไข้ 1 คน และ examiner 1-2 คน การ interaction ส่วนมากจะเป็นระหว่างตัว candidate (ผู้สอบ) กับ role-play มากกว่า examiner จะคอยสังเกตการณ์ อาจจะมีการถามจาก examiner บ้างขึ้นกับ task ของข้อนั้น

การสอบก็จะมีรอบเช้ากับรอบบ่าย ทาง AMC จะจัดให้ ถ้าได้รอบเช้าก็ดีหน่อย เสร็จแล้วเสร็จเลย แต่คนสอบรอบบ่ายต้องไปสนามสอบ (ซึ่งมักจะเป็น รพ.ใหญ่ของแต่ละรัฐ) แต่เช้าเพราะเค้าต้องกักตัวไว้ ไม่ให้ข้อสอบรั่วไหล ฉันเองได้สอบตอนบ่ายต้องไปรอหง่าวแต่เช้า แถมไม่มีกะจิตกะใจอ่านอะไรมันทั้งนั้น ได้ยินเสียงกริ๊งๆๆ แต่ละทีก็ใจหาย

ระหว่าง ที่เรียนคอร์สกับเพื่อนนั้น ฉันเป็นคนหลับง่ายและรักการนอนจะให้มาอ่านหนังสือหรือ lecture note นี่ลำบากมาก ฉันเลยใช้วิธีพิมพ์ lecture note แล้วก็ใช้เวลารวบรวมข้อมูลของ topic นั้นๆ เย็บรวมเป็นหมวดหมู่ เวลาจะอ่านก็หยิบออกมาเป็นเรื่องๆ ไปง่ายและสะดวกดี ฉันเองไม่หวงวิชาก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ OTDs ด้วยกัน ปกติหมอจีนจะมีข้อมูลมากแต่จะค่อนข้างขี้เหนียว แต่พอฉันแจกจ่ายข้อมูลให้เค้า เพื่อนหมอจีนก็เลยทะยอยแจกจ่ายข้อมูลให้ฉันบ้าง อย่างว่า คนไทยไม่แล้งน้ำใจ นี่ก็น้ำใจซื้อน้ำใจกันจริงๆ ใครที่จะเตรียมตัวสอบ AMC จริงๆ เมลล์มาหาฉันได้ ยินดีที่จะส่งข้อมูลที่พิมพ์จากคอร์ส VMPF ให้ (อาจจะไม่ update มาก แต่ขอแนะนำว่าแค่อ่านไม่พอ ต้องซ้อม role-play ด้วยค่ะ) แต่ไอ้ material ที่เย็บรวมอย่างดีนั้น พี่รุ่นเดียวกันที่บริสเบนใช้มาแล้ว สอบผ่านค่ะ เพื่อนชาวมาเลย์ก็สอบผ่านอีกรายค่ะ ตอนนี้มีน้องหมอทำงานใน Tasmania ยืมไปเตรียมตัวสอบอยู่ค่ะ น้องเค้าบอก เครียดเพราะถ้าไม่ผ่านก็เสียชื่อข้อสอบเก่าของพี่โอหมดเลย สู้ๆ จ้า

สำหรับ ตัวฉันเอง หลังจากที่เตรียมตัวกับเพื่อนในกลุ่มประมาณ 6-8 อาทิตย์ เกือบทุกวันตั้งแต่เช้ายันเย็น เป็นการเตรียมตัวสอบที่ทรหดที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ แต่บอกตามตรงว่า อาทิตย์สุดท้ายนี่แทบจะไม่อยากอ่านอะไรทั้งนั้น ความรู้มันแน่นเอี๊ยดในหัวจริงๆ เห็นแค่หัวข้อของข้อสอบเก่า ก็นึกออกได้เป็นฉากๆว่าจะแพลนการตอบยังไงหรือจะให้ flow ไปทางไหน มีข้อแนะนำที่ดีมากๆ ได้จาก Joseph ว่า ตอนที่ยืนอยู่หน้าห้องนั้น เห็น stem (ข้อสอบ) ต้องคิดในใจ 3 อย่าง

1. What is the topic about? เพราะจากการอ่านข้อสอบเก่าจะรู้ว่าควรทำอย่างไร
2. Who and where am I? เป็น GP, resident แผนกไหน อยู่ที่ clinic หรือ ในรพ. จะได้รู้ขอบเขตของตัวเองว่าทำอะไรได้มากแค่ไหน ต้องรู้ว่ามี senior คอยช่วยด้วย ไม่ต้องเก่งไปเสียหมด ทำเองเสร็จสรรพคนเดียว
3. What are the tasks? เป็นข้อสำหรับซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัย management หรือ couselling จะได้ไม่เสียเวลาทำอะไรที่เค้าไม่ได้ถาม อย่างบางข้อให้ประวัติมาเสร็จสรรพ เวลาเริ่มก็แนะนำตัวแล้วเข้าเรื่องเลย ไม่ต้องมาถามซ้ำ

มีเทคนิคอีกอย่างคือ ต้องมั่นใจในคำตอบแต่ต้องไม่มั่นจนเกินไป อะไรที่ไม่รู้ให้บอกว่า “I’m not sure but I’m going to look up the answer for you from…” หรือ refer ให้ specialist ค่ะ อะไรที่ emergency ก็ต้องแสดงว่ามัน emergency อย่างถ้าอยู่ใน clinic ก็บอก “I’m calling an ambulance now.”

ไม่ ต้องกังวลเรื่องภาษา พูดช้าๆ (ยากมากสำหรับฉัน) ชัดๆ ใช้ศัพท์ง่ายๆ ให้เค้าเข้าใจ ถ้าเตรียมตัวมาดี ไม่ต้องห่วงค่ะ อีกเรื่องที่สำคัญคือ handout/pamphlet โดยเฉพาะข้อ counseling ถ้ามีเวลาเหลือตอนท้าย ก็แสดงประมาณว่านี่นะมี handout เรื่องนี้นะ เอาไปอ่านดู ถ้าไม่เข้าใจก็โทรถามได้ทุกเวลานะ

อีกอย่างที่พูดง่ายแต่ทำยาก คือ เวลาหมดข้อแล้ว ให้ทิ้งทุกอย่างในห้องนั้นแล้วเริ่มใหม่ ถ้ามัวแต่คิดว่าเราน่าจะทำอย่างนั้น เราน่าจะทำอย่างนี้ ก็ไม่มีสมาธิไปทำข้อต่อไปอีก คิดเสียว่า แต่ละข้อคือข้อเดียว หมดแล้วหมดเลย ข้อพักก็ใช้พักให้เต็มที่ ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ทั้งหมดนี้คือเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดได้ตอนนี้ถ้าคิดได้อีก จะมา update วันหลัง เดี๋ยวครั้งหน้าจะเล่าประสบการณ์จริงจาก clinical exam ของฉันค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet