Breaking bad news
posted on 11 Jan 2009 19:34 by cmudocinmelb
เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลายๆ คนเป็นคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่
บ้างก็เป็นผู้ป่วยระยะลุกลาม บางคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย
หน้าที่หนักของหมอคือ การบอกข่าวร้าย ให้ผู้ป่วยทราบ
จำได้ว่ามีคน ไข้หลายคนที่บ้านเราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นโรคอะไร แต่ญาติเสียเองที่รู้ไปหมด ส่วนมากหมอจะบอกกับญาติก่อน แล้วญาติอาจจะขอไม่ให้หมอบอกกับคนไข้ สรุปไปๆมาๆ คนไข้เลยไม่รู้ หรืออาจจะรู้เป็นคนสุดท้าย แต่ที่ออสเตรเลียสิทธิผู้ป่วยสำคัญมาก หากคนไข้ไม่อยากให้หมอบอกญาติ หากไม่ใช่โรคติดต่อที่เป็นอันตรายต่อคนอื่น หมอก็ไม่มีสิทธิบอกญาติ
ตอนเตรียมสอบ AMC มีหัวข้อ breaking bad news ต้องเตรียมตัวไว้ เช่น ขึ้นต้นประโยคด้วยคำที่ว่า หมอเกรงว่ามีข่าวร้ายมาบอก มีช่วงหยุดดูท่าที แล้วทะยอยบอก มีการเสนอกระดาษทิชชู่ แตะไหล่ เสนอน้ำให้ดื่ม อยากให้ญาติคนไหนมาอยู่ด้วยมั๊ย ใช้น้ำเสียงแสดงความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีท่าทีรีบร้อน ฯลฯ แต่พอมาเห็น registrar ที่ฉันทำงานด้วยซึ่งค่อนข้าง senior บอกข่าวร้ายให้คนไข้ทราบในชีวิตจริง เห็นแล้วทึ่งมาก เพราะการบอกข่าวร้ายของเธอช่างเต็มไปด้วย empathy อย่างจริงใจ ขนาดน้ำตาเธอคลอเบ้าไปด้วยก็มี เธอทำให้รู้สึกเหมือนเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนไข้ มีอารมณ์ร่วมไปกับคนไข้จริงๆ
ฉันคิดว่าหมอที่นี่เทรนให้เห็นอกเห็นใจ คนไข้มากกว่าบ้านเรามาก เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะจำนวนคนไข้ไม่มากเหมือนบ้านเรา หมอมีเวลาให้กับคนไข้มากกว่า หมอมีความเป็นคนธรรมดามากกว่า สามารถแสดงความรู้สึกได้ ไม่จำเป็นต้องแสร้งเข้มแข็งและเป็นหมอตลอดเวลา บ้านเรานั้น หมอมักจะอธิบายสั้นๆ ห้วนๆ แล้วเดินจากไป ไม่มีเวลา (หรือไม่อยาก) รับรู้ความรู้สึกของคนไข้และญาติเท่าไหร่นัก
คิดแล้ว ย้อนไปถึงคำพูดของพระบิดาที่ว่า I don’t want you to be only a doctor but also a man อาจต้องมีการสอนกันใหม่ในโรงเรียนแพทย์บ้านเรา ให้หมอมีความเป็น “คน” มากขึ้นกว่านี้ แล้วการบอกข่าวร้ายให้คนไข้บ้านเราจะได้ไม่สั้นๆ ไม่ห้วน ไม่ดูเย็นชาอย่างที่เป็นอยู่กัน
คราวหน้าจะมาเล่าเคสคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้ฟังค่ะ
ปล. ทุกวันนี้ ฉันเป็น expert ในการ breaking bad news แล้วค่ะ กล่องกระดาษทิชชู่พร้อมบนโต๊ะทำงานเสมอ
จำได้ว่ามีคน ไข้หลายคนที่บ้านเราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นโรคอะไร แต่ญาติเสียเองที่รู้ไปหมด ส่วนมากหมอจะบอกกับญาติก่อน แล้วญาติอาจจะขอไม่ให้หมอบอกกับคนไข้ สรุปไปๆมาๆ คนไข้เลยไม่รู้ หรืออาจจะรู้เป็นคนสุดท้าย แต่ที่ออสเตรเลียสิทธิผู้ป่วยสำคัญมาก หากคนไข้ไม่อยากให้หมอบอกญาติ หากไม่ใช่โรคติดต่อที่เป็นอันตรายต่อคนอื่น หมอก็ไม่มีสิทธิบอกญาติ
ตอนเตรียมสอบ AMC มีหัวข้อ breaking bad news ต้องเตรียมตัวไว้ เช่น ขึ้นต้นประโยคด้วยคำที่ว่า หมอเกรงว่ามีข่าวร้ายมาบอก มีช่วงหยุดดูท่าที แล้วทะยอยบอก มีการเสนอกระดาษทิชชู่ แตะไหล่ เสนอน้ำให้ดื่ม อยากให้ญาติคนไหนมาอยู่ด้วยมั๊ย ใช้น้ำเสียงแสดงความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีท่าทีรีบร้อน ฯลฯ แต่พอมาเห็น registrar ที่ฉันทำงานด้วยซึ่งค่อนข้าง senior บอกข่าวร้ายให้คนไข้ทราบในชีวิตจริง เห็นแล้วทึ่งมาก เพราะการบอกข่าวร้ายของเธอช่างเต็มไปด้วย empathy อย่างจริงใจ ขนาดน้ำตาเธอคลอเบ้าไปด้วยก็มี เธอทำให้รู้สึกเหมือนเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนไข้ มีอารมณ์ร่วมไปกับคนไข้จริงๆ
ฉันคิดว่าหมอที่นี่เทรนให้เห็นอกเห็นใจ คนไข้มากกว่าบ้านเรามาก เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะจำนวนคนไข้ไม่มากเหมือนบ้านเรา หมอมีเวลาให้กับคนไข้มากกว่า หมอมีความเป็นคนธรรมดามากกว่า สามารถแสดงความรู้สึกได้ ไม่จำเป็นต้องแสร้งเข้มแข็งและเป็นหมอตลอดเวลา บ้านเรานั้น หมอมักจะอธิบายสั้นๆ ห้วนๆ แล้วเดินจากไป ไม่มีเวลา (หรือไม่อยาก) รับรู้ความรู้สึกของคนไข้และญาติเท่าไหร่นัก
คิดแล้ว ย้อนไปถึงคำพูดของพระบิดาที่ว่า I don’t want you to be only a doctor but also a man อาจต้องมีการสอนกันใหม่ในโรงเรียนแพทย์บ้านเรา ให้หมอมีความเป็น “คน” มากขึ้นกว่านี้ แล้วการบอกข่าวร้ายให้คนไข้บ้านเราจะได้ไม่สั้นๆ ไม่ห้วน ไม่ดูเย็นชาอย่างที่เป็นอยู่กัน
คราวหน้าจะมาเล่าเคสคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้ฟังค่ะ
ปล. ทุกวันนี้ ฉันเป็น expert ในการ breaking bad news แล้วค่ะ กล่องกระดาษทิชชู่พร้อมบนโต๊ะทำงานเสมอ
#1 By annabel (119.42.83.184) on 2009-06-13 06:46