ตอนอยู่ห้องฉุกเฉินแรกๆ นั้น ต้องดูเคสก่อนแล้วกลับไปรายงานและถกกันกับ consultant ค่ะ ช่วงแรกๆ ดูเคสที่ไม่หนักมาก ดูเสร็จแล้วเตรียมอย่างดีเพื่อจะรายงานให้ consultant ฟัง คิดเรียบเรียงรายงานอย่างดี พ่วงด้วยการวินิจฉัย และโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นไป รวมไปถึงแพลนในการรักษา อธิบายจนเสร็จ consultant ถามคำถามแรกแล้วอึ้งค่ะ เพราะอาจเป็นคำถามเดียวที่ตอบไม่ได้ เค้าถามมาว่า คนไข้ (ใช้ชื่อนะคะ เช่น Paul ไม่เรียกเป็นเตียงที่ ... ) อยู่บ้านกับใคร อึ้งและงงค่ะ คิดในใจว่า who cares แล้วฉันจะรู้ไปทำไมเนี่ย ถามต่ออีกค่ะ ว่าคนไข้เดินเองหรือว่าใช้ไม้เท้า ใครทำกับข้าวที่บ้าน มีใครอยู่บ้านด้วยมั๊ย มีใครมาดูแลรึเปล่า ฯลฯ จิปาถะ ไม่เกี่ยวกับปัญหาที่คนไข้มารพ.วันนี้เลย แล้วก็ถึงบางอ้อ เข้าใจว่า หากคนไข้อยู่บ้านคนเดียว ถ้าส่งคนไข้กลับบ้าน คนไข้จะดูแลตัวเองได้มั๊ย จะมีโอกาสล้มแล้วกระดูกกระเดี้ยวหักกลับมารพ.รึเปล่า บ้านมีบันไดกี่ขั้น จะเดินขึ้นได้มั๊ย หรือว่าต้องมีใครมาทำราวให้ก่อน ดูคนไข้แบบองค์รวมมั่กมาก สมัยเรียนแพทยศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) เคยได้ยินอาจารย์พูดถึงเรื่อง holistic approach (แพทย์องค์รวม) บ่อย มีการเยี่ยมบ้านหรือ home visit แต่แทบไม่ได้ทำในชีวิตการเป็นหมอจริงๆ ที่เมืองไทยเลย

มาเห็นที่นี่แล้วทึ่งในการมองคนไข้แบบองค์รวมมาก ส่วนสำคัญในการซักประวัติคือ social history หรือประวัติทางสังคมและความเป็นอยู่ เพราะหากคนไข้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ไม่สามารถส่งคนไข้กลับบ้านได้ จนกว่าจะมีการจัดการเรื่องการช่วยเหลือ เช่น home help (คนช่วยเหลือ) meal on wheel (จัดส่งอาหาร) โดยจะมีหน่วยงานบำบัดต่างๆ (allied health) เช่น นักสังคมสงเคราะห์ นักกายภาพบำบัด นักอาชีวะบำบัด (occupational therapist; จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับสภาพของคนไข้ เช่น ติดตั้งราวบันได ติดตั้งราวในห้องน้ำ) เข้ามาช่วยเหลือก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าคนไข้จะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หรือหากมีความจะเป็นอาจมีการให้พยาบาลตามเยี่ยมบ้านหลังส่งคนไข้กลับ บ้านอยู่อีกหลายอาทิตย์

บ้านเราอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องว่าคนไข้อยู่ บ้านกับใคร เพราะหากใครป่วยต้องการความช่วยเหลือ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะมีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะคำถามนี้ฉันเองแทบไม่เคยได้ถามคนไข้ที่บ้านเราเลยซักครั้ง แต่สังคมตะวันตกนั้นต่างคนต่างอยู่ ญาติพี่น้องไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันนัก คนมีอายุส่วนมากก็มักจะอยู่คนเดียว หรือกับสัตว์เลี้ยง (อ้อ หากคนไข้ป่วยนอนรพ. มีหน่วยงานเข้ามาช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงให้ด้วย เหลือเชื่อ) คำถามนี้จึงเป็นคำถามสำคัญที่ต้องถามคนไข้ที่มาตรวจทุกครั้ง

เคย คุยกับ registrar ที่อยู่เวรดึกด้วยกัน ปรากฎว่าคืนนั้นยุ่งมาก เพราะไม่สามารถส่งใครกลับบ้านได้เพราะต้องรอหน่วยงานบำบัดต่างๆ มาดูคนไข้ตอนเช้า เลยเล่าให้เค้าฟังเรื่องที่ว่าหมอบ้านเราดูแลคนไข้เรื่องสุขภาพเท่านั้น วินิจฉัย รักษา ให้ยาแล้วก็ส่งคนไข้กลับบ้าน ไม่ต้องมาสนในเรื่องทางสังคม การเป็นอยู่ของคนไข้เลย แล้วบ่นดังๆ ว่า who cares เค้าขำใหญ่บอกว่าอยากไปทำงานบ้านเรามั่ง เพราะที่นี่ doctors care ค่ะ

เวลา ส่งเวรกันตอนเช้า สังเกตฟังหมอคนอื่นๆ รายงานเคสแล้วขำค่ะ บางทีเล่าเป็นตุเป็นตะเรื่องชีวิตคนไข้นานสองนานกว่าจะเข้าเรื่องโรคภัยไข้ เจ็บ ยิ่งหากเป็นคนไข้โรคจิตยิ่งรายงานเรื่องชีวิต สังคมและความเป็นอยู่ละเอียดยิบ ฟังแล้วเหมือนฟังนิยายเป็นเรื่องมากกว่าหมอส่งเวรกันค่ะ ต่างกับบ้านเราที่เวลาส่งเวร หรือ รายงานเคส จะเน้นเนื้อเป็นหลัก รายงานแต่หลักสำคัญเกี่ยวกับโรค การรายงานเคสต่างกันมาก อาจเป็นเพราะคนไข้เยอะ หากเล่าทุกอย่างคงใช้เวลาหลายชั่วโมงในการส่งเวร ฉันใช้เวลานานพอดูกว่าจะชินแล้วเริ่มต้นรายงานว่า นาย A เป็นชายสูงวัย เกษียณแล้ว อยู่บ้านตามลำพัง เดินด้วยไม้เท้า ลูกสาวอยู่บ้านใกล้ๆ มาเยี่ยมทุกวัน มีคนมาทำความสะอาดให้อาทิตย์ละครั้ง มารพ.วันนี้หลังไอ หอบ มาสามวัน …… อะไรอย่างนี้ บรรยายอยู่เป็นนาทีสองนาทีกว่าจะเข้าเรื่องว่ามารพ.ด้วยอาการอย่างไร ตอนแรกรู้สึกว่าการถามเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ที่ออสเตรเลีย หน้าที่หมอคือต้องรู้เรื่องส่วนตัวของคนไข้ อย่างน้อยต้องแน่ใจว่าคนไข้จะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

การดูแลคน ไข้เป็นองค์รวมนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่ออสเตรเลียมีสวัสดิการสังคม การบริการจากรัฐบาลที่ดีมาก มาตรฐานการคุณภาพชีวิตดี แต่บ้านเรานั้นการดูแลคนไข้องค์รวมทำได้ยากเพราะขาดการสนับสนุน ขาดทรัพยากรและบุคลากร อย่างน้อย สิ่งทีฉันได้เรียนรู้จากห้องฉุกเฉินสิ่งนึงคือ ต้องทราบว่าคนไข้อยู่บ้านกับใคร เพราะ We (doctors) care about you ค่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet