แพทย์พี่เลี้ยง
posted on 11 Jan 2009 19:31 by cmudocinmelb
เนื่องจากฉันเข้าทำงานท้ายปี จึงไม่มีการปฐมนิเทศน์
อีกทั้งฉันเป็นหมอจบจากต่างประเทศ ฉันจึงมีแพทย์พี่เลี้ยงซึ่งคอยตามดูแล
ถามสารทุกข์สุขดิบ และช่วยเหลือ คนๆนี้ชื่อ ฌอน
ความจริงฌอนเป็น หนึ่งในหมอที่สัมภาษณ์ฉันและรับฉันเข้าทำงาน ฌอนทำงานให้กลุ่มรพ.ที่ฉันทำงานแบบไม่ประจำ (part-time) ในหน้าที่แพทย์พี่เลี้ยงและสอนนศพ. อีกงานที่ฌอนทำและรักมากคืองานแสดง ใช่ค่ะ ฌอนเป็นนักแสดง เค้าแสดงละครเวที และเป็นคนไข้ปลอมให้นศพ.เรียน หรือสอบ ฉันมารู้ทีหลังว่าความจริงฌอนเทรนต่ออายุรกรรม แต่สอบข้อสอบขั้นแรกมาหลายปีแล้วก็ยังไม่ผ่าน จึงไม่สามารถต่อขั้นเฉพาะทางย่อยได้ซักที
ฌอนหน้าตาท่าทางดีมาก ดูเด็กกว่าอายุจริงพอดู ฌอนจะมาเจอฉันอาทิตย์ละครั้งในช่วงแรก แล้วค่อยๆเว้นระยะออกไปเมื่อฉันชินกับงานมากขึ้น อาทิตย์แรกฉันเล่าให้ฌอนฟังเรื่องการอยู่เวรของฉัน ฌอนก็ให้ข้อคิดว่าอย่าเปลี่ยนคำพูดเวลาทำงาน แล้วอย่าไปคิดมากหมอคนนั้นอาจมีวันที่แย่อยู่แล้วก็ได้ (ซึ่งต่อมาพรหมลิขิตบันดาลให้โคจรมาทำงานด้วยกัน เธอขอโทษฉัน บอกว่าวันนั้นเธอเจอเหตุการณ์แย่ๆมาก่อน เลยพาลกับฉัน)
ฉันปรับทุกข์ เรื่องการทำงานกับฌอนหลายเรื่อง บางครั้งแทบร้องไห้ แต่ก็รู้สึกเบาใจเหมือนได้ระบายความอัดอั้นออกไป ฌอนก็ดีมากที่รับฟังปัญหาของฉัน และช่วยให้คำแนะนำต่างๆ อ้อ ฌอนบอกฉันว่าอย่าแทงน้ำเกลือกับสามีอีกหล่ะ สงสารเค้า (ฮ่า ฮ่า)
ฌอนบ อกกับฉันว่าเค้ามั่นใจในตัวฉันและอยากให้ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เค้าบอกกับฉันตรงๆว่า ตั้งแต่เค้าสัมภาษณ์หมอเข้าทำงานมา ไม่เคยมีใครตอบคำถามได้ดีเท่าฉันเลย ดังนั้นเค้าไม่อยากให้ฉันรู้สึกว่าฉันแย่กว่าคนอื่น ฉันเคยเดินผ่านไปเจอกับ HMO Manager หรือ คนจัดสรรดูแลเวรให้หมอ เธอบอกกับฉันว่าฌอนเชื่อมั่นในตัวฉันมากว่าจะทำงานในองค์กรนี้ได้ดี ได้ฟังอย่างนี้แล้วฉันค่อยรู้สึกมั่นใจในการทำงานมากขึ้น
ฉันคิดว่า ระบบแพทย์พี่เลี้ยงนี้ดีมากๆ โดยเฉพาะในช่วงของการปรับตัวของหมอต่างชาติในออสเตรเลีย ฉันคิดว่าหมอทุกคนที่เริ่มทำงานที่นี่แรกๆ คงจะรู้สึกไม่ต่างกับฉันมากนัก คงไม่ได้มีแต่ฉันคนเดียวที่รู้สึกแย่
การมีใครซักคนที่คนชี้แนะแนว ทางในการทำงาน คอยดูแลถามสารทุกข์สุขดิบ โดยเฉพาะเวลาที่เราแย่ๆ ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นเยอะ เหมือนเติมพลังให้พร้อมที่จะสู้กับวันต่อๆไป จริงมั๊ยคะ
Thank you Sean.
ความจริงฌอนเป็น หนึ่งในหมอที่สัมภาษณ์ฉันและรับฉันเข้าทำงาน ฌอนทำงานให้กลุ่มรพ.ที่ฉันทำงานแบบไม่ประจำ (part-time) ในหน้าที่แพทย์พี่เลี้ยงและสอนนศพ. อีกงานที่ฌอนทำและรักมากคืองานแสดง ใช่ค่ะ ฌอนเป็นนักแสดง เค้าแสดงละครเวที และเป็นคนไข้ปลอมให้นศพ.เรียน หรือสอบ ฉันมารู้ทีหลังว่าความจริงฌอนเทรนต่ออายุรกรรม แต่สอบข้อสอบขั้นแรกมาหลายปีแล้วก็ยังไม่ผ่าน จึงไม่สามารถต่อขั้นเฉพาะทางย่อยได้ซักที
ฌอนหน้าตาท่าทางดีมาก ดูเด็กกว่าอายุจริงพอดู ฌอนจะมาเจอฉันอาทิตย์ละครั้งในช่วงแรก แล้วค่อยๆเว้นระยะออกไปเมื่อฉันชินกับงานมากขึ้น อาทิตย์แรกฉันเล่าให้ฌอนฟังเรื่องการอยู่เวรของฉัน ฌอนก็ให้ข้อคิดว่าอย่าเปลี่ยนคำพูดเวลาทำงาน แล้วอย่าไปคิดมากหมอคนนั้นอาจมีวันที่แย่อยู่แล้วก็ได้ (ซึ่งต่อมาพรหมลิขิตบันดาลให้โคจรมาทำงานด้วยกัน เธอขอโทษฉัน บอกว่าวันนั้นเธอเจอเหตุการณ์แย่ๆมาก่อน เลยพาลกับฉัน)
ฉันปรับทุกข์ เรื่องการทำงานกับฌอนหลายเรื่อง บางครั้งแทบร้องไห้ แต่ก็รู้สึกเบาใจเหมือนได้ระบายความอัดอั้นออกไป ฌอนก็ดีมากที่รับฟังปัญหาของฉัน และช่วยให้คำแนะนำต่างๆ อ้อ ฌอนบอกฉันว่าอย่าแทงน้ำเกลือกับสามีอีกหล่ะ สงสารเค้า (ฮ่า ฮ่า)
ฌอนบ อกกับฉันว่าเค้ามั่นใจในตัวฉันและอยากให้ฉันมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เค้าบอกกับฉันตรงๆว่า ตั้งแต่เค้าสัมภาษณ์หมอเข้าทำงานมา ไม่เคยมีใครตอบคำถามได้ดีเท่าฉันเลย ดังนั้นเค้าไม่อยากให้ฉันรู้สึกว่าฉันแย่กว่าคนอื่น ฉันเคยเดินผ่านไปเจอกับ HMO Manager หรือ คนจัดสรรดูแลเวรให้หมอ เธอบอกกับฉันว่าฌอนเชื่อมั่นในตัวฉันมากว่าจะทำงานในองค์กรนี้ได้ดี ได้ฟังอย่างนี้แล้วฉันค่อยรู้สึกมั่นใจในการทำงานมากขึ้น
ฉันคิดว่า ระบบแพทย์พี่เลี้ยงนี้ดีมากๆ โดยเฉพาะในช่วงของการปรับตัวของหมอต่างชาติในออสเตรเลีย ฉันคิดว่าหมอทุกคนที่เริ่มทำงานที่นี่แรกๆ คงจะรู้สึกไม่ต่างกับฉันมากนัก คงไม่ได้มีแต่ฉันคนเดียวที่รู้สึกแย่
การมีใครซักคนที่คนชี้แนะแนว ทางในการทำงาน คอยดูแลถามสารทุกข์สุขดิบ โดยเฉพาะเวลาที่เราแย่ๆ ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นเยอะ เหมือนเติมพลังให้พร้อมที่จะสู้กับวันต่อๆไป จริงมั๊ยคะ
Thank you Sean.