เวลาสุดท้ายที่แสนเศร้า
posted on 11 Jan 2009 19:37 by cmudocinmelb
หลังจากบอกเล่าข่าวร้ายให้คนไข้มะเร็งเมื่อแรกวินิจฉัยแล้ว ประสบการณ์ในวอร์ดโรคมะเร็งก็สอนให้ฉันรู้ถึงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุด ท้าย
คำถามที่คนไข้จะถามหมอทุกครั้งคือ จะอยู่ได้นานแค่ไหน ในออสเตรเลีย หมอจะไม่เจาะจงเวลา แต่จะบอกว่า ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล อาจจะเป็นวัน สัปดาห์ เดือน ปี ไม่แน่ แต่หมอระดับ consultant อาจจะบอกเจาะจงกว่า แต่จะไม่มีทางบอกตัวเลขที่แน่นอนเหมือนในละครไทยแน่ๆ 
มี คนไข้ชายรายหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ลุกลามระยะสุดท้าย รับเคมีบำบัดแต่มีผลข้างเคียงคือ เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้มีภาวะติดเชื้อ ต้องนอนรพ.ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด เนื่องจากต้องมีการตรวจเลือดทุกวัน เปลี่ยนเข็มน้ำเกลือบ่อย ฉันจึงมีโอกาสได้คุยกับเขาทุกวัน เค้าเป็นคนสุภาพ อัธยาศัยดี เค้าบอกว่าลูกสาวเค้าจะแต่งงานในอีกสองอาทิตย์ (การเลื่อนงานแต่งงานในออสเตรเลียเป็นไปได้ยาก เพราะต้องเตรียมการเป็นปี) แล้วเขาก็อยากจะจูงลูกสาวเข้าโบสถ์มาก เค้ารู้ดีถึงอาการป่วยของตัวเอง และตัวเขาเองไม่ต้องการถูกใส่ท่อหายใจ หรือปั้มหัวใจหากอาการแย่ลงกระทันหัน ฉันเองได้แต่หวังว่าเม็ดเลือดขาวของเขาจะกระเตื้องขึ้นและได้กลับบ้าน
แต่ แล้วเค้ามีอาการปวดท้องกระทันหัน ไข้สูงขึ้น ดูไม่สู้ดี ตรวจท้องดูคิดว่ามีการรั่วของอวัยวะภายในช่องท้องซึ่งคอนเฟิร์มจาก X-ray และ CT scan ว่าตัวเนื้อร้ายบริเวณลำไส้ใหญ่แตก คุยกับหมอศัลยกรรมแล้ว ผลสรุปคือไม่มีการผ่าตัดซ่อม คนไข้และญาติรับรู้และเข้าใจ พวกเขาโศกเศร้าเสียใจมาก โดยเฉพาะตัวคนไข้ เค้าไม่กลัวความตาย แต่เค้าผิดหวังมากที่โอกาสในการจูงลูกสาวส่งให้เจ้าบ่าวนั้นริบหรี่เต็มที ฉันเห็นน้ำตาลูกผู้ชายไหลอย่างไม่อายใคร อาการคนไข้ทรุดอย่างรวดเร็ว สิ่งที่หมอทำให้คือการให้ยาระงับความเจ็บปวด และบรรเทาอาการเท่านั้น แต่ยาทำให้เค้าหลับเกือบตลอดเวลา
ฉันเห็นญาติอยู่เป็นเพื่อนเขาทุก วันเป็นภาพที่เคยชินทุกเช้าตอนวอร์ดราวด์ โดยเฉพาะลูกสาวนั้นมาทุกวันไม่ขาด เค้าจะลืมตาขึ้นมา say hi ตอนทีมเรามาราวด์ แล้วบอกพวกเราว่าเค้าไม่เจ็บไม่ปวด ขอบคุณหมอครับ แล้วคนไข้ก็จากไปอย่างสงบในเวลาไม่กี่วัน
แม้ว่างานแต่งงานของลูกสาวเค้า จะมีขึ้นในเวลาน้อยกว่าสิบวัน แต่มันช่างนานเกินรอสำหรับคนไข้รายนี้ สิ่งสุดท้ายที่เค้าอยากทำกลับเป็นสิ่งที่เค้าไม่มีโอกาสได้ทำตลอดชีวิต
ความ จริงในออสเตรเลียมีแผนกดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (palliative care) ซึ่งเน้นการดูแลองค์รวม รักษาตามอาการให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายเท่าที่จะทำได้ อาจมองเหมือนเป็นงานที่หดหู่ที่เห็นความตายเกือบทุกวัน แต่หมอย่อมมีลิมิตใน doctor-patient relationship อยู่ระดับหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้คือ ใช้ชีวิตอย่างมีสติและคุ้มค่าในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ก่อนที่จะสายเกินไป ค่ะ
คราวหน้ารับรองว่าจะไม่เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างสองเรื่องที่ผ่านมาแน่นอนค่ะ
#1 By peewa on 2009-01-24 17:44