เตรียมตัวสอบคลินิกกับ VMPF clinical bridging course
posted on 11 Jan 2009 19:06 by cmudocinmelb
หลังจากสอบ MCQ ผ่าน ฉันก็สมัครเรียนคอร์สของ VMPF ต่อ
ขั้นตอนการรับค่อนข้างยากโดยเค้าจะพิจารณาจาก คะแนน MCQ (ranking)
การใช้ภาษา และต้องสมัครแต่เนิ่นๆด้วย รอบแรกจะรับ 25 คน
แล้วจะมีการสอบสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ แล้วคัดเหลือ 14
คนเท่านั้นถามว่าไม่เรียนคอร์สได้มั๊ย คำตอบคือ ได้
ถ้ามั่นและมีข้อสอบเก่าและแนวข้อสอบมากพอ แต่อย่างที่บอกแต่แรก
ฉันเองก็เรียนแบบผ่านไปวันๆ สมัยเป็น นศพ. จะให้ขุดความรู้เก่าออกมาคงยาก
แถมราคาสอบ clinical ก็แพงด้วย (AU$ 1,850 in 2005)
เลยขอทุ่มทุนสร้างเรียนติวเข้มดีกว่า คอรส์สำหรับเตรียมตัวมีหลายคอร์ส
แต่ฉันเลือก VMPF เพราะรู้ว่าเปอร์เซ็นต์ผ่านสูง เรียนแน่นคุ้มราคา (AU$
4,400) สำหรับระยะเวลาเรียน 12 อาทิตย์
ฉัน สอบผ่าน MCQ ตอนเดือนตุลาคม รู้ผลตอนต้นธันวา VMPF’s clinical course เริ่มตอนเดือนเมษาของปีถัดมา ตอนที่ได้รับการตอบรับในรอบแรก ฉันก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ถึงการสัมภาษณ์ว่าจะเป็นแนวไหน เค้าจะส่งจดหมายมาที่บ้านแล้วบอกให้ทำสายโทรศัพท์ให้ว่างเพราะเค้าจะโทรมา ตอนสัมภาษณ์คนแรกคือ Alan ซึ่งเป็น course coordinator ของ VMPF courses ฉันก็รู้จักเขาจากการเรียนคอร์สแรก เค้าก็ถามคำถามทั่วไป ว่าจบที่ไหน เมื่อไหร่ มีประสบการณ์ในการทำงานมั๊ย สนใจทำงานสาขาไหนในอนาคต ทำไมอยากทำงานในออสเตรเลีย อะไรประมาณนี้ อีกคนที่สัมภาษณ์คือหมอที่ทำงานในออสเตรเลีย (ฉันคิดว่าเค้าจบหมอที่อินเดียแล้วว่าเทรน Med และ Nephrology ที่ออสเตรเลีย) ไม่พูดพล่ามทำเพลง เค้าถามเข้าเรื่องเลย เริ่มด้วยให้ case scenario มา แล้วถามว่าประวัติไหนที่ควรถาม ตรวจร่างกายอะไรเป็นพิเศษ จะส่งเทสต์อะไรบ้าง แล้วจะmanage ยังไง เหมือนเป็น short case มีทั้งหมด 2-3 cases ด้วยกัน
ฉันเจอถามเคส APO (Acute pulmonary oedema), TIA (Transient Ischaemic attack) อีกอันจำไม่ได้ แต่จำได้ว่าหมอที่สัมภาษณ์ฉันค่อนข้างจะพอใจในคำตอบพอดู หลังจากนั้นไม่กี่วันก็จะมีคนโทรมาบอกว่าได้รับการตอบรับเข้าเรียนรึเปล่า ความจริงคอร์สนี้ ถึงจะแพงแต่เข้ายาก มีเพื่อนหลายคนที่ไม่ได้รับการตอบรับให้เรียนแล้วต้องไปเรียนคอร์สอื่น สนใจเรื่องคอร์ส ค้นได้ใน www.amc.org.au หรือ www.vmpf.org.au (specific for VMPF course)
การเรียนในส่วนเตรียมตัวสอบขั้น clinical นี้ เน้น role-play โดยนำเคสจากข้อสอบเก่า หรือแนวข้อสอบมาแสดงและตอนถามกัน ส่วนมากคนสอนจะเป็นหมอ overseas ที่ผ่าน clinical exam แล้ว คนสอนก็จะแสดงเป็นคนป่วย ให้คนนึงในห้องมาเป็นหมอ แล้วเพื่อนที่เหลือนั่งดู พอเสร็จก็มา discuss กันว่าตรงไหนที่ขาด ตรงไหนที่เกิน จะมีการจับเวลาให้การทำเคสเหมือนข้อสอบจริง คือ 2 นาทีอ่านโจทย์ อีก 8 นาทีทำเคส ตอนแรกๆก็ทำกันมั่วๆ ถูกบ้างผิดบ้าง น่าอายน่าดู แต่พอตอนท้ายทุกคนก็จะเริ่มรู้แนวว่าควรทำอย่างไร คนสอนบางคนเป็น examiner ในการสอบจริง และมีหมอท่านนึงที่เป็น senior examiner ฉันคิดว่าท่านคงรู้ข้อสอบของรอบที่กำลังจำสอบ หรือ pool ของข้อสอบปีนั้น เพราะหลายข้อที่ท่านแต่งให้ลองแสดงและทำ มีออกในข้อสอบจริงด้วย การเรียนเข้มข้นมาก แน่นเอี๊ยด และเดินทางหลายที่ รถหรือเกาะติดคนที่มีรถเป็นเรื่องจำเป็น
การเรียนคอร์สเตรียมตัวสอบ clinical exam นี้ ทำให้ฉันรู้ว่าการแพทย์บ้านเราและที่นี่ต่างกันค่อนข้างมาก หน่วยวัดต่างกัน คำศัพท์และการสะกดคำบางคำก็ต่างกัน ตัวย่อต่างกัน เพราะบ้านเราเรียนตามแบบระบบของอเมริกา แต่ที่ออสเตรเลียจะตามระบบของอังกฤษ เช่น vital signs ที่นี่ใช้ Obs (observation), input/output ที่นี่เรียก fluid balance chart, CBC บ้านเรา ที่นี่เรียก FBE/FBC, หรืออย่าง PE (physical examination) บ้านเรา ที่นี่ใช้ O/E (on examination) เป็นต้น Common diseases ก็ต่างกัน ที่นี่ DVT หรือ PE (pulmonary oedema นะคะ ไม่ใช่ physical examination ของบ้านเรา) เป็นเรื่องต้องรู้เพราะมีมาให้เห็นบ่อยและ life-threatening คนไข้ส่วนมาก post-op ก็จะมี Heparin/clexane subcut. for DVT prophylaxis เลยทีเดียว Coeliac disease ก็ common ในการสอบหัวข้อ Paediatric ก็เน้นการ counselling ลูกเดียว คุยกับผู้ปกครองค่ะ ต้องอธิบายเป็นเรื่องเป็นราว Breaking bad news ก็สำคัญ ก็มาเรียนในคอร์สนี่แหละ โชคดีที่เพื่อนร่วมรุ่นคนนึงทำงานเป็น palliative care registrar เค้าแสดง role-play ให้ดู เยี่ยมมาก ประมาณว่าต้องพูด Low-tone, empathy มากๆนะเนี่ย เอ ยูอยากให้ญาติคนอื่นมานั่งด้วยมั๊ย ยูเอาทิชชู่มั๊ย (และยื่นกล่องทิชชู่ให้) ทานน้ำหน่อยมั๊ย ต้องมี จับบ่า จับหน้าตักนะ อะไรประมาณนี้ บ้านเราเหรอคงยุ่งมากจนไม่มีเวลามานั่งเสวนาเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้หรอก
ระหว่าง ที่เรียน 12 อาทิตย์ก็ต้องแสดงหาความรู้มาเพิ่มเพราะยังรู้สึกว่าไม่พอ ต้องค้นเพิ่มเติมจาก website ที่ขอแนะนำคือ www.betterhealth.org.au เพราะดีสำหรับการ counselling มาก มีพวก handout อธิบายเป็นคำง่ายๆ สำหรับในส่วนของ Paed กับ O&G (ก็ Ob-GYN บ้านเราแหละ) อาศัย clinical guildeline ของ Royal Children Hospital & Royal Woman Hospital จาก www.wh.org.au และ www.rch.org.au ทั้ง clinical guildeline และ Handout อยู่ในนั้นหมด พิมพ์มันออกมาแล้วรวบรวมไว้
ฉันมีเทคนิคส่วนตัว ประจวบกับที่สามีทำปริญญาเอกสามารถ print ได้ฟรี ซีรอกซ์ได้ฟรี ฉันงี้ซีรอกซ์หนังสือไว้หลายเล่ม (ผิดกฎหมายที่นี่นะคะ ห้ามบอกใคร) ฉันก็จะเอาคำถามเก่ามาหนึ่งข้อ หาข้อมูลของ topic นั้นแล้วเอามาเย็บรวมกัน แยกเป็นหมวดหมู่ เด็กก็อยู่กับเด็ก สูติก็อยู่กับสูติ ศัลย์ก็อยู่กับศัลย์ เมดก็อยู่กับเมด Psychi ก็อยู่กับ Psychi ข้อมูลของฉันจะเน้น สูติกับเด็กเพราะเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องผ่าน แล้วจะเล่าให้ฟังว่ามันสำคัญยังไงวันหลัง ขออวดว่าข้อมูลที่ฉันเก็บไว้นี้มีประโยชน์มาก แล้วฉันก็ไม่หวงเผื่อแผ่เสมอ เพื่อนๆหลายๆ คนบอกผ่านได้ก็เพราะ material ที่ฉันทำเก็บไว้
หลัง เรียนจบคอร์สก็ประมาณเดือนกรกฎา ตอนนั้นเพื่อนหลายคนจะสอบเดือนสิงหา ส่วนฉันสมัครสอบตอนเดือนกันยา มีเวลาประมาณ 6-8 อาทิตย์ ก็ฟอร์มทีมเลย ประมาณ 3-5 คน แล้วก็นั่งซ้อม role-play กันทุกวัน จากแปดโมงเช้าถึงหกโมงเย็น ใช้ห้องสมุดคณะแพทย์ ของ melbourne Uni ฉันถือว่าเป็นการตั้งใจเรียนขยันขันแข็งที่สุดในชีวิต ซ้อมข้อเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ติเพื่อก่อให้กันและกัน แบ่งปันข้อมูลกัน ฉันว่าได้ผลมากกว่าการอ่านหนังสือคนเดียว เพราะถ้าเชื่ออะไรผิดๆ ไปสอบแล้วตอบอย่างมั่นใจแบบผิดๆ ก็คงไม่ดี ฉันเห็นเพื่อนหลายคนที่ขยันมากแต่ไม่ชอบแบ่งปัน ไม่ชอบเข้ากลุ่ม สอบตกกันหลายคนแล้ว กลุ่มฉันมี main members คือ ฉัน เพื่อนจากมาเลย์ จากตุรกีและปากีสถาน (หลากหลายดี) แล้วมีเพื่อนชาวจีนซึ่งยังไม่มั่นใจจะลงสอบ (เพราะเรื่องภาษาแต่ความรู้แน่นปึ๊ก) อีกสองสามคนเป็น observer ทีนี้ฉันและเพื่อนก็ผลิดกันซ้อมเป็นหมอในสถานการณ์เวลา 10 นาทีจริง ทำต่อกันประมาณ 3 ข้อ แล้วฟังคำวิจารณ์จากเพื่อนๆ ทำอย่างนี้ทุกวันจนวันสอบ ความจริงตอนก่อนวันสอบนี่รู้สึกมั่นใจขึ้นมากและคล่องในการตอบขึ้นเยอะ
ฉัน ถือว่าฉันโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมทีมที่ดี เอื้อเฟื้อแบ่งปัน ข้อสอบ AMC ไม่ได้จำกัดจำนวนคนผ่าน แค่คุณทำได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนัดก็ผ่านแล้ว เพราะฉะนั้นต้องช่วยเหลือกัน แต่ที่สำคัญคุณต้องรู้ว่าจะผ่านเกมส์การสอบ AMC ได้อย่างไร การทำข้อสอบให้ผ่านฉลุยก็ไม่ยากเหมือนที่หลายคนคิด แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับหลายๆ คนที่เตรียมตัวมาไม่ดี