เวรเย็น

posted on 17 Jan 2009 06:31 by cmudocinmelb

 

 

คือการอยู่เวรตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่มครึ่ง แล้วจะมีหมอเวรดึกมารับเวรต่อตอนประมาณ 2 ทุ่ม ตอนอยู่วอร์ด oncology (วอร์ดโรคมะเร็ง) นั้น เวรเย็นต้องครอบคลุมวอร์ดอายุรกรรมเฉพาะทางหลายวอร์ด คือ วอร์ดผู้ป่วยโรคปอด วอร์ดผู้ป่วยโรคไต วอร์ดโรคมะเร็ง วอร์ดโรคทางเดินอาหาร วอร์ดผู้ป่วยสุราและยาเสพติด จะมีหมออีกคนที่ครอบคลุมวอร์ดอายุรกรรมที่เหลือ ส่วนวอร์ดศัลยกรรมนั้น ก็จะมีหมอที่ทำงานแผนกศัลยกรรมสลับกันมาอยู่เวร แต่หากเวรเย็นบังเอิญมาลงที่วันเสาร์อาทิตย์นั้น แทนที่จะอยู่เวรตั้งแต่ตอนเย็นก็ต้องมาอยู่ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่มครึ่ง รวม 12.5 ชั่วโมงพอดี โชคดีที่อยู่แค่เดือนละวันเท่านั้น

งานหลักของเวรเย็นนั้น คือ เคลียร์งานต่างๆ ที่เหลือจากเวรเช้า แต่ไม่เฉพาะวอร์ดของตัวเองเท่านั้น ต้องเคลียร์งานที่เหลือของวอร์ดที่เรารับผิดชอบด้วย หากมีปัญหาอะไรเกินขึ้นในวอร์ดเหล่านั้น พยาบาลก็จะเพจเรียกตามเราให้มาดู อีกทั้งหากมีคนไข้ใหม่ในวอร์ดที่เรารับผิดชอบต้องได้นอนในรพ. ก็ต้องลงไปดูคนไข้ที่ห้องฉุกเฉิน รับคนไข้ (ซักประวัติ ตรวจร่างกาย เขียนเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย) ก่อนที่คนไข้จะถูกย้ายเข้าวอร์ดแต่งานส่วนใหญ่ที่ถูกตามให้ดูคนไข้คือ เปลี่ยนเข็มสายน้ำเกลือ เขียนรายละเอียดของยาใหม่ (ต้องอัพเดททุกอาทิตย์) คนไข้เจ็บอก คนไข้ความดันต่ำ คนไข้ล้ม ฯลฯ หากมีปัญหาอะไร ก็สามารถโทรถาม ปรึกษา registrar ที่อยู่เวรกับเราได้

หากอยู่เวรวันเสาร์ หรือ อาทิตย์ งานหลักก็เหมือนกัน แต่เวลาช่างยาวนานเหลือเกิน หากยุ่งก็ลำบากหน่อยเพราะอยู่คนเดียวคุมหลายวอร์ด หากสบายก็น่าเบื่อ เพราะเวลาสิบสองชั่วโมงครึ่งนี่ นาน...น มาก  แต่ที่สบายกว่าบ้านเราคือ หากไม่อยู่เวรวันเสาร์หรืออาทิตย์ เราก็ไม่ต้องไปดูคนไข้ของวอร์ดเราเลย มีเวลาส่วนตัว ไปทำอะไรที่ไหนก็ได้ ไม่มีใครโทรหรือเพจตาม Resident ที่อยู่เวรก็ไม่ต้องไปราวด์วอร์ดเพราะมี registrar ที่อยู่เวรไปราวด์แล้ว ยกเว้นถ้า registrar วอร์ดเราอยู่เวร เราก็ไปราวด์กับเค้าก็ได้ (ถ้าขยันหน่อย)

นานๆ ทีอยู่ทีค่อยยังชั่ว แต่โดยรวมแล้วยังไงก็ยังสบายกว่าอยู่เวรบ้านเราเยอะเลยค่ะ มีอยู่ครั้งนึงที่อยู่เวรเย็นแล้วจำได้ไม่มีวันลืมเลย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังคราวหน้าค่ะ

ปลอดเชื้อ (Sterile) รึเปล่านะ

posted on 15 Jan 2009 10:30 by cmudocinmelb
 

ที่เล่าให้ฟังคราวที่แล้วเรื่องหมอศัลย์ที่นี่มักจะใส่ชุดผ่าตัดเดินเข้าออกระหว่างห้องผ่าตัดกับวอร์ดเป็นว่าเล่นนั้น

 

นึกกลับไปเมื่อสมัยอยู่เมืองไทยนั้น เขตห้องผ่าตัดเป็นเขตปลอดเชื้อ (Sterile) จริงๆ จำได้ว่าสมัยเป็นนศพ. (นักศึกษาแพทย์) เวลาเข้าห้องผ่าตัดแต่ละทีจะต้องเปลี่ยนรองเท้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดหลวมๆ สีเขียวๆ ใส่หมวก ใส่หน้ากาก ถึงจะเข้าเขตห้องผ่าตัดได้ เวลาจะเข้าดูเคสในห้องผ่าตัดจริงๆ ก็มักจะโดนพยาบาลต่อว่า (แกมตะคอก) เป็นประจำว่า หมอไม่ sterile ประมาณว่าขนาดยืนห่างเขตเตียงผ่าตัดตั้งไกล เวลาเข้าห้องผ่าตัดทีต้องเดิมอ้อมไกลๆ แทรกตัวแทบเสมือนเป็นจิ้งจกข้างฝาเลย เวลาจะดูเคสกับอาจารย์ทีต้องมองจากมุมไกลแตะตัวท่านไม่ได้เพราะจะไม่ sterile หากอยากเข้าดูเคสผ่าตัดจริงๆ ต้องเปลี่ยนเป็นชุดปลอดเชื้อทับเสื้อห้องผ่าตัดอีกที เวลาจะเดินออกต้องใส่เสื้อคลุมทับหรือเปลี่ยนเสื้อออกมา เวลาจะเข้าห้องผ่าตัดก็ต้องเปลี่ยนเสื้ออีกรอบหรือเอาเสื้อคลุมทับออก วุ่นวายมากจนบางทีไม่อยากเดินเข้าออกห้องผ่าตัดเลย

 

ที่เมลเบอร์นนั้น มักจะเห็นหมอแผนกศัลยกรรมใส่เสื้อห้องผ่าตัด (Scrub) สีฟ้าๆ หลวมๆ บางคนสวมหมวกผ้ากับรองเท้าผ้าหุ้มรองเท้าตัวเองอีกที เดินไปมา ก็พาลให้สงสัยว่าท่าจะยุ่งจนไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อกัน จนได้มาผ่านวอร์ดศัลย์ถึงได้เข้าใจว่าปกติแล้วพวกหมอศัลย์ใส่เสื้อ scrub นี้ตัวเดียวตั้งแต่เช้าจนเย็น ไอ้ผ้าหุ้มรองเท้าก็เดินเข้าออกระหว่าห้องผ่าตัดกับวอร์ดตลอดวัน ไม่ได้มีการเปลี่ยนเลย งงมาก ที่งงคือคอนเซ็บท์ของเขตปลอดเชื้อนั้น คือ ไม่ควรให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคระหว่างภายนอกและภายในห้องผ่าตัด แล้วการที่ใส่ผ้าหุ้มรองเท้าเดินเข้าออกอยู่คู่เดียวนี่ ถึงแม้จะมองไม่เห็นเชื้อโรคแต่เชื้อมันคงเดินทางไปมาทั่วโรงพยาบาล ลองคิดดูว่าเหยียบเลือดในห้องผ่าตัด ปนออกมาในวอร์ด เอาเชื้อโรคจากคนไข้ในวอร์ดเข้าไปในห้องผ่าตัดอีก นี่ยังไม่รวมคิดถึงเชื้อโรคทั่วไปบนเสื้อ scrub ด้วยนะเนี่ย

อีกทั้งระหว่างผ่าตัด คนเดินเข้าออกห้องผ่าตัดแบบไม่มีผ้าปิดปากกันเป็นว่าเล่น (บ้านเรานี่ไม่ได้เลย โดนด่าแต่ไกลแล้ว) คุยกันไปมา เชื้อจากคอและลมหายใจคงบินว่อนไปทั่วห้องผ่าตัดที่เห็นมาแล้วกับตาคือตอนเข้าเคสผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นเลือดเทียม (graft) ปกติบ้านเราการผ่าตัดแบบนี้ต้อง sterile สุดๆ เพราะ graft เป็นสิ่งแปลกปลอม หากติดเชื้อจะทำให้เกิดการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด อันตรายมาก แต่นี่ค่ะ consultant เดินเข้ามาแบบไม่มี mask ยื่นหน้าเข้าฟิลด์ผ่าตัดแล้วถามว่า ทุกอย่างโอเคมั๊ย เห็นแล้วอึ้งค่ะ ไม่รู้น้ำลาย consultant หยดลงไปบนฟิลด์กี่ละออง ตกใจมาก

พวกหัตถการข้างเตียงที่ปกติบ้านเราทำกันบ่อยมาก แต่เน้นปลอดเชื้อสุดๆ คอนเซ็บท์คือ การทำหัตถารต้องทำให้เขตปลอดเชื้อเพื่อลดการติดเชื้อหลังหัตถการค่ะ ที่นี่ค่ะ ทำแบบ semi-sterile (กึ่งปลอดเชื้อ) แทน sterile (ปลอดเชื้อ) แต่ก็ยังเรียกว่าปลอดเชื้อกันได้เต็มปาก ยกตัวอย่างค่ะ เย็บแผล ปกติบ้านเราเตรียมเซ็ตเย็บแผล เช็ดทำความสะอาด ปูผ้าปลอดเชื้อ ฉีดยาชา เริ่มทำทุกอย่างในเขตที่ปูผ้าค่ะ หากมีการปนเปื้อน เช่น มือโดนนอกเขตปลอดเชื้อก็ต้องเปลี่ยนถุงมือปลอดเชื้อกันใหม่ แต่ที่ออสเตรเลียค่ะ เห็นหมอหลายๆ คนแค่เช็ดทำความสะอาด ไม่ปูผ้าปลอดเชื้อ เย็บไปมา ด้ายออกนอกเขตที่เช็ด ลองคิดดูสิค่ะ ปลายด้ายปนเปื้อนเชื้อ ผ่านเข้าแผลเย็บ ร้อยไปมา ปนเปื้อนเชื้อไปมา แค่คิดก็ติดเชื้อแล้วค่ะ

 อีกหัตถการหนึ่งขอยกตัวอย่างคือการเจาะน้ำไขสันหลังค่ะ หัตถการนี้ก็เหมือนกัน ต้องทำให้ปลอดเชื้อสุดๆ เพราะถ้าติดเชื้อก็จะติดเชื้อเข้าเยื่อหุ้มสมอง เห็นมาแล้วค่ะ ว่าหมอที่นี่ใส่ชุดกาวน์ปลอดเชื้อนะคะ ใส่ผ้าปิดปากนะคะ ทำความสะอาด ปูผ้า เริ่มหัตถการเหมือนจะสะอาดสุดๆ ค่ะ แต่แล้วผ้าเลื่อนตกจากตัวคนไข้ เธอก็หยิบขึ้นวางที่เดิม มือบางส่วนออกนอกเขตปลอดเชื้อแล้วแต่ก็กลับมาจับเขตปลอดเชื้ออีก แค่คิดตามหลักปลอดเชื้อแล้วนี่ถือเป็นการปนเปื้อน แต่ไม่ค่ะ เธอทำต่อจนเสร็จ เฮ้อ แค่คิดก็ติดเชื้ออีกแล้วค่ะรู้สึกว่าหมอทีนี่ทำหัตถการต่างๆ ไม่ปลอดเชื้อ ไม่สะอาดเท่าบ้านเรา ดูไม่ซีเรียสเหมือนบ้านเรา (คิดสมัยพยาบาลบอกแกมตะคอกว่า หมอ ไม่ sterile) อัตราการติดเชื้อจากเชื้อในรพ.ก็เห็นกันประปราย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะประเทศนี้สะอาดรึเปล่าเลยไม่ค่อย sterile กัน แค่พอถูๆ ไถๆ ว่าเช็ดให้สะอาดแล้ว แต่ clean กับ sterile นี่ความหมายต่างกัน

ไม่อยากจะบอกว่าเห็นคนไข้กลับมาเพราะแผลติดเชื้อก็เยอะ ติดเชื้อจากเชื้อในรพ.ก็หลายคน graft ติดเชื้อกันก็มี ซึ่งว่าไปก็พอจะเดาออกว่าสงสัยเคสหลังนี้คงเป็นเคสเดียวกับที่ consultant ยื่นหน้าเข้ามาถามว่า Is everything ok? ตอนนั้นอยากจะบอกท่านจริงๆ ว่า It would be ok if you put a mask on (มันคงดีกว่านี้ท่ายูจะใส่ผ้าปิดปาก) ค่ะ

edit @ 15 Jan 2009 11:27:55 by Sira

ยูนิฟอร์ม

posted on 15 Jan 2009 10:05 by cmudocinmelb

 คุณๆ คงคุ้นตากับหมอในชุดกาวน์ขาวใช่มั๊ยคะ ตอนฉันอยู่เมืองไทยก็มีชุดกาวน์ขาวนี้เรียงเต็มตู้ค่ะเพราะต้องใส่ทุกวันทำงาน แต่ที่ออสเตรเลียเหรอคะ ลืมไปเลยค่ะหมอที่นี่ไม่ใส่ชุดกาวน์ขาว

 

ตอนได้ตอบรับเข้าทำงานในออสเตรเลีย ถามเจ้าหน้าที่ว่ามีกฏอะไรในการแต่งตัวมาทำงานบ้างมั๊ย เค้าบอกว่า ไม่มี (?!?) งงไปเลยค่ะ ดูจากหมอคนอื่นๆ ดู เค้าก็แต่งตัวกันธรรมดา ผู้ชายก็ใส่เสื้อเชิ้ตกางเกงผ้า แล้วก็ผูกไทด์ ผู้หญิงก็แต่งตัวกันตามสบาย บ้างก็กางเกง บ้างก็กระโปรง เอาไงดีล่ะ ฉันเองเลยเลือกที่จะใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงดำ รองเท้าหุ้มส้นสีดำไปทำงานค่ะ เริ่มงานวันแรก หมอเพื่อนร่วมงานคนที่มาจากสก็อตแลนด์ แต่งตัวได้ลำลองมั่กมาก เธอใส่เสื้อยืด กางเกงผ้าหลวมๆ เหมือนกางเกงสะดอของทางเหนือแล้วก็รองเท้าเตะค่า รองเท้าเตะจริงๆ หมอ registrar แต่งตัวดีขึ้นหน่อย เสื้อยืดสีดำกับกระโปรงพริ้วสั้นระดับเข่าสีดำ กับรองเท้าส้นสูงค่ะ ดูไปดูมา ฉันท่าจะแต่งตัวสุภาพและเป็นทางการเกินไป

อยู่เวรวันหยุดวันแรกค่ะ เจอหมอ registrar วอร์ดอื่นที่ชอบทำหน้าเหี้ยมใส่เรา (อาจจะเพราะความป้ำๆเป๋อๆ ช่วงแรกๆของเราเอง) ตอน weekdays ปกติจะใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทด์ กางเกงผ้าสีดำดูภูมิฐานมาก พอ weekends นี่สิคะ คุณเธอทำเอาแทบจำไม่ได้เลย ลำลองสุดๆ เสื้อยืดมีลายการ์ตูนตัวเบ้อเร่อกลางอก กางเกงยีนส์ (มีรูตรงเข่าด้วย) รองเท้าผ้าใบ โอ้โห ดูเป็นคนละคนเลยค่ะ หมอที่นี่แต่งตัวมาทำงานวันหยุดแบบลำลองจริงๆ บางคนมาแบบกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าประมาณรองเท้าแตะแต่มีสายรัดตรงส้น ดูแล้วเหมือนกำลังจะออกไปตกปลา ปิกนิก อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ

ตอนฉันทำงานที่ห้องฉุกเฉิน วันแรกๆ ยังไม่ชินกับการลำลองจนเกินงามนัก ใส่เสื้อเชิ้ตพอดีตัวแขนสั้นกับกางเกงดำไปทำงาน ปรากฎว่า consultant ถามค่ะ ว่ายูดูแลคนไข้ห้องไหน ฉันหันไปบอก เฮ้ ยูฉันเป็น resident ของยูนะ ไม่ใช่พยาบาล consultant หน้าแตกสุดๆ พูดแก้เขินว่า โอ้ โทษที เห็นยูใส่เสื้อลายดอกไม้น่ารักเชียว คิดว่าเป็นพยาบาล ฮ่า ฮ่า ต่อจากนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ทำงานในห้องฉุกเฉิน ยูนิฟอร์มของฉันหรือคะ เสื้อยืดสีพื้น กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบค่ะ ดูทะมัดทะแมงสมกับทำงานในห้องฉุกเฉินดี แล้วที่สำคัญ หมอในห้องฉุกเฉินก็ใส่แบบนี้กันค่ะ เห็นใครใส่ยีนส์ทำงานในรพ. ก็จงรู้ไว้ว่าเค้าคือหมอค่ะเพราะมีแต่หมอเท่านั้นที่ใส่ยีนส์ไปทำงานได้

ตอนเทรนแผนกจิตเวช หมอจิตเวชคนนึงบอกว่า การใส่เสื้อกาวน์เหมือนเป็นการแสดงอำนาจและแบ่งชนชั้นกับคนไข้ อาจทำให้คนไข้ไม่ไว้วางใจหมอเท่าที่ควร ดังนั้นการถอดชุดกาวน์ พูดคุยกับคนไข้สามารถสื่อสารกับคนไข้ได้ลึกซึ้งกว่า ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ปัญหาอยู่ที่ การเป็นหมอเอเชียตัวเล็กๆ หน้าตาอ่อนวัยกว่าอายุนัก มักจะทำให้ใครๆ คิดว่าฉันเป็นพยาบาลอยู่เรื่อยเลย

ยกเว้นแผนกศัลยกรรมค่ะ หมอศัลย์จะใส่เสื้อสครับ เป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าสวมหัวกับกางเกงหลวมๆเข้าชุดกัน ถ้าเป็นบ้านเราควรจะเปลี่ยนชุดก่อนออกห้องผ่าตัดและควรเปลี่ยนชุดใหม่ก่อนเข้าห้องผ่าตัดค่ะ เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่มองไม่เห็น แต่ที่ออสเตรเลียเห็นพวกหมอศัลย์เดินเข้าออกห้องผ่าตัดด้วยชุดสครับชุดเดียวทั้งวัน สงสัยที่นี่คงสะอาด เชื้อโรคน้อย รึเปล่าน๊า 

ว่าแล้วจะขอเล่าเรื่องความสะอาดของการทำหัตถการของที่นี่ให้ฟังครั้งหน้าค่ะว่าแตกต่างจากบ้านเราขนาดไหน

ชั้นจะฟ้องหมอ

posted on 11 Jan 2009 19:44 by cmudocinmelb

 

 

เค้าว่ากันว่า ทำงานในประเทศทางตะวันตกมีการฟ้องร้องกันบ่อย จริงค่ะ เจอเข้ากับตัวเองอย่างจังหลังจากทำงานในห้องฉุกเฉินได้ไม่กี่เดือน เรื่องมีอยู่ว่า ตอนอยู่เวรบ่ายวันหนึ่งในห้องฉุกเฉิน consultant เข้ามาถามว่ายุ่งรึเปล่า ถ้ายังไงดูคนไข้คนนี้ต่อหน่อยละกันเพราะยูเป็นหมอผู้หญิงคนเดียวเวรนี้ อ้อ คนไข้ถูกจัดให้อยู่ในห้องหัตถการสูตินรีแพทย์นี่เอง ห้องนี้จะถูกจัดเป็นสัดส่วนกว่าห้องอื่นๆ ใน ED จะมีประตูที่สามารถล็อคกลอนได้ ไม่เหมือนห้องอื่นๆ ที่มีแค่ผ้าม่านรูดบังเท่านั้น ดูจากชื่อน่าจะเป็นคนไข้เชื้อสายอินเดีย

คน อินเดีย หรือ คนแขกนี่ มีชื่อเสียงในการพูดเก่ง พูดมาก พูดไม่หยุด มั่นใจอยู่แล้ว ถูกไม่ถูกไม่รู้แต่ขอพูดบลั๊พไว้ก่อน ถึงแม้บางทีการที่จะฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแขกให้รู้เรื่องนี่อาศัยเวลาพอดู กว่าจะชิน แต่คุณแขกมั่นค่าว่าตูนี้เก่งเกินใครในเอเชียเพราะพูดภาษาอังกฤษเป็นต่อยหอย คนอื่นฟังรู้เรื่องอ๊ะเปล่านี่ไม่สน

กลับเข้าเรื่อง เดินเข้าไปในห้อง พบคนไข้หญิงอายุสี่สิบกว่าๆ พูดภาษาอังกฤษสำเนียงแขกตามที่เดาไว้ เริ่มร่ายยาวประวัติไม่หยุดเลยค่ะ สรุปแล้วเธอมาด้วยปวดท้องน้อยข้างซ้ายมาหนึ่งปี หนึ่งปีค่ะ แต่มารพ.วันนี้ ทนรอจนกว่าหมอจะมาดูหลายชั่วโมงเพราะวันนี้ปวดมากเป็นพิเศษ ปวดโอดโอย แต่พอถามว่าจะรับยาแก้ปวดมั๊ยเธอบอกไม่ยอมรับยาฉีดค่ะ เพราะพอทน (เอ ยังไง) เธอบอกอีกว่า เธอมีประวัติปวดท้องน้อยทางขวาแบบเดียวกันเลย ทนปวดนานจนรู้ทีหลังว่าเป็นถุงน้ำที่รังไข่แตก เข้ารับการผ่าตัด กว่าจะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิมก็นานและทรมานพอดู ดังนั้นเธอปักใจแน่ๆ ว่าเธอเป็นถุงน้ำที่รังไข่อีกด้านนึงอยากให้หมอผ่าออกก่อนที่มันจะแตกเหมือน คราวก่อน ฟังเสร็จแล้วอึ้งค่ะ ยกตัวอย่างว่าคนไข้มาบอกหมอว่าอยากเอาไส้ติ่งออกเพราะกลัวมันติดเชื้อ หมอจะผ่าให้มั๊ยนี่ ถามเธอว่าเคยเจอหมอทั่วไปประจำตัว (GP; general practitioner) หรือเปล่า เธอบอกเคยเจอแล้วหมอให้ยามาเรื่อยๆ ยังไม่เคยได้อัลตร้าซาวด์เลย คิดแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะที่นี่ ส่งสแกนกันแบบเกินเหตุซะมากกว่า

พอตรวจท้องเธอดูนะคะ จับตรงไหนก็โอ๊ย โอ๊ย โอ๊ย เจ็บโอดโอยไปหมด แต่การตรวจท้องไม่พบมีอะไรที่ผิดปกติเลย ท้องนุ่มมาก ตรวจคนไข้เสร็จ เจาะเลือดส่งตรวจเสร็จ (ผลปกติ) เลยไปคุยกับ consultant ว่าไม่น่าเป็นอะไรที่ฉุกเฉินแต่ขอให้เค้าไปช่วยดูคนไข้หน่อย พอดูคนไข้เสร็จ consultant เห็นด้วยว่าไม่ฉุกเฉิน สามารถส่งคนไข้กลับบ้านแล้วเขียนจดหมายให้หมอทั่วไปส่งตรวจอัลตร้าซาวด์ พอกลับไปบอกคนไข้ คนไข้ไม่พอใจมากบอกว่าหมอไม่เห็นใจเลย เดี๋ยวรังไข่ต้องแตกแน่ๆ เราก็พยายามอธิบายให้เธอฟังว่าหมอทั่วไปส่งตรวจต่อให้ได้ การตรวจวันนี้ไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นอาการฉุกเฉิน สุดท้าย consultant มาพูดอธิบายให้เธอฟังอีกครั้งและนัดวันเจอหมอนรีเวชของรพ.ให้ ให้จดหมายเธอไปหาหมอทั่วไป แล้วส่งเธอกลับบ้าน เธอกลับบ้านด้วยอาการไม่พอใจอย่างมาก

หนึ่งเดือนผ่านไป ขณะเดินไปขอ x-ray ให้คนไข้ในห้องฉุกเฉิน ได้ยินคนเรียก excuse me, doctor อยู่หลายๆ ครั้ง หันไปดูเจอผู้หญิงแขกเดินกุมท้องเข้ามาหา แล้วบอกว่าเธอมา x-ray แต่หมอไม่ได้นัดให้ เธอปวดท้องมากเลยรู้มั๊ย เช็คดูในบัตรนัด เลยนึกถึงเธอออกว่าครั้งก่อน จัดแจงนัดวันตรวจกับคลินิกนรีเวชให้เธอแต่เธอกลับมาที่แผนก x-ray อธิบายให้เธอฟังว่าเธอต้องไปอีกแผนกนึงไม่ใช่ที่นี่ แล้วถามว่าได้ไปหาหมอประจำตัวรึเปล่าเพราะแนะให้หมอจัดอัลตร้าซาวด์ให้ เธอบอกไม่ได้ไป เพราะคิดว่าทางเราจัดให้ อ้าว หลังจากหยุดอธิบายให้ฟังยาวมาก เธอก็เริ่มบทโศก ร้องไห้แล้วชี้หน้าตะโกนด่าฉันว่า คอยดูนะ ถ้าฉันได้อัลตร้าซาวด์เมื่อไหร่แล้วพบว่าเป็นถุงน้ำรังไข่แตกจริงๆ เป็นอะไรร้ายแรงฉันจะฟ้องหมอ ขอชื่อหมอหน่อยสิ ตะโกนดังมาก คนที่มารอ x-ray มองกันใหญ่เลย ตอนนั้นในใจโกรธมาก โกรธจนตัวสั่น พูดภาษาอังกฤษไม่ออกเลยแล้วไม่อยากสาวความกับยายแขกนี่ด้วย เลยเขียนชื่อส่งให้แล้วเดินออกมาปล่อยให้ยายแขกนี่แหกปากโอดโอยว่าเจ็บต่อไป

พอ ระงับสติอารมณ์ได้ก็คิดว่าเราทำงานห้องฉุกเฉินมีหน้าที่แยกแยะว่าคนไข้ฉุก เฉิน (เจียนตาย) ที่ต้องได้รับการรักษาแบบเร่งด่วนรึเปล่า หากไม่ฉุกเฉินหมอประจำตัวก็สามารถดูแลได้ เราเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด นี่ยายแขกปวดท้องมาก็มากกว่าปีแล้วก็ยังดูแข็งแรงดีอยู่ ยังไงก็ไม่ใช่เป็นอะไรที่ร้ายแรงแน่ๆ คิดแล้วเริ่มโกรธยายแขกนี่ว่า คอยดูสิ ลองมาฟ้องฉันนะ ฉันจะฟ้องกลับว่าทำให้หมอขายหน้าในที่สาธารณะ และทำให้จิตใจหมอกระทบกระเทือน จะฟ้องกลับให้ยายแขกนี่หมดตัวเลยดิ ยังไงสามีฉันก็มีปัญญาจ้างทนายที่เก่งกว่าทนายของยายแขกนั่นแน่ๆ

หาก ยายแขกนี้มีถุงน้ำรังไข่แตกจริงๆ คงไม่มีแรงมายืนตะโกนด่าฉันหลังจากเจอกันครั้งแรกก็หลายเดือน เอาสิ แขกฟ้องมา พี่ไทยก็จะฟ้องกลับ ลองดูว่าใครจะแน่กว่าใคร คนที่นี่ขู่หมอ กะจะฟ้องหมอไปทุกเรื่อง (เรื่องไม่เป็นเรื่อง) จริงๆ

 

 

ขอเม้าท์เรื่องการเย็บแผลหน่อยเพราะตอนอยู่เวรดึกที่ห้องฉุกเฉินคืนหนึ่ง มีคนไข้หัวแตกมาให้เย็บแผล ความจริงฉันชอบเย็บแผลมาก โดยเฉพาะที่หน้าจะเย็บแบบพลาสติก สวยงาม ไร้แผลเป็น เคยเย็บหน้าคนไข้คนนึงตอนเวรดึก พยาบาลถามว่ายูเทรนพลาสติกเหรอ (อิ อิ) นี่ขนาดยังไม่เคยผ่านพลาสติกเลยนะแผลสวยจริงๆ

แต่การทำหัตถการที่ นี่ on your own จริงๆ ไม่มีพยาบาลเตรียมfield ให้ ไม่มีใครมาคอยช่วย กว่าจะหาของทุกอย่างครบก็ปาไปครึ่งชั่วโมง กว่าจะเตรียมทุกอย่าง ไหนจะต้องเรื่อง sterile อีกล่ะ เวลาอยากได้ของเพิ่มก็ต้องถอดถุงมือ sterile ออกแล้วหาของมาเติม ใส่ถุงมือ sterile ใหม่ ตอนแรกๆ เวลาทำหัตถการนี่ใช้เวลานานจริงๆ พอหลังๆ เห็นหมอที่นี่ทำหัตถการไม่ค่อย sterile เท่าไหร่เลย (ขนาด LP นะ) เวลาเย็บแผลก็เลยขอหยวนๆแบบว่าจะทำให้ sterile ที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน skin มี normal flora อยู่แล้ว

รถ พยาบาลนำคนไข้อายุ 82 ปีซึ่งเพื่อนบ้านพบนอนจมกองเลือดอยู่หน้าบ้าน จำเหตุการณ์ไม่ได้เลย กลิ่นเหล้าคลุ้ง alcohol level 0.17 (driving limit here is 0.05 คิดดูว่าเมาแค่ไหน) คุณปู่บอกว่าดื่มไปแค่ beer 2 stubbies เท่านั้นเอง สงสัยหลังจากสองกระป๋องนี้คุณปู่จำไม่ได้แล้ว เลือดออกจากแผลที่ศีรษะเยอะมาก ส่ง CT Head shows no acute bleeding, no fracture พยาบาลบอกยูเย็บแผลให้หน่อยสิ เลือดออกเยอะ ประมาณว่าขี้เกียจเปลี่ยน dressing บ่อยๆ ถึงเวลาเริ่มเย็บ ตอนถามพยาบาลช่วย clear field (ทำความสะอาด) ให้หน่อย คุณเธอทำหน้าแหยๆ เหมือนไม่อยากทำ พอดีมีคนไข้ CAT 2 (ฉุกเฉินระดับสอง ถือว่าฉุกเฉินมาก) เข้ามาคุณเธอเลยดีใจมีเรื่องให้หนีจากช่วยฉัน ฉันเลยต้องหาอุปกรณ์ทุกอย่างเอง เปิดเซ็ต suture เตรียมไหมเย็บ เตรียมผ้าก็อซ เตรียมน้ำยาล้าง เสื้อกาวน์ จิปาถะเอง วิ่งวุ่นไปมาเพราะหาของในที่ที่มัันควรอยู่ไม่เจอ

ถึงเวลาเย็บ ล้างแผลไปมา แผลเหวอะมากและใหญ่กว่าที่เห็นตอนแรก clots เยอะ เย็บอยู่เกือบยี่สิบเข็มเพราะเลือดไม่หยุดซักที แถมเย็บใน cubicle ที่ไม่มีที่นั่ง หรือไฟที่พร้อมเท่าห้องหัตถการ ยืนเย็บจนเจ็บหลัง ยายพยาบาลที่บอกว่าแล้วจะวิ่งไปมาเข้ามาช่วยนะ ก็หายหัวไปเลย จนต้องเรียกให้มาช่วยเปิดผ้า gauze ให้หน่อยนะคะ please คุณเธอถึงช่วยมาแกะให้

ปกติเวลาทำหัตถารเสร็จ คุณพยาบาลควรที่จะช่วย clear ของให้ (โดยมาก) แต่นี่ฉันอุตส่าห์เคลียร์ให้เกือบหมด แล้วบอกให้คุณพยาบาลขา ช่วย wash คนไข้ให้ดิฉันทีนะคะ คุณเธอก็ปล่อยให้คนไข้นอนอยู่ซัก 15 นาทีได้ ฉันต้องหาน้ำมาให้คนไข้ดื่ม เสร็จซักพัก คุณพยาบาลบอกฉันว่าเฮ้ ยูลืมเท chlorhexadine solution ทิ้งแหนะ (หน้าที่พยาบาล clear field แท้ๆ) ดีนะที่คนไข้ไม่ดื่ม OK sorry แต่ในใจคิดว่าใครมันจะโง่ดื่มน้ำสีเหลืองๆเหมือนปัสสาวะหว่า คนไข้ fully conscious นะยะ แถมฉันเป็นคนเอาน้ำให้คนไข้ดื่มเองแท้ๆ

ฉันหมดเวลา กับการเย็บแผลคนไข้รายนี้ รวมตั้งแต่เตรียมของจนเสร็จไปซัก ชั่วโมงครึ่ง ข้อดีคือไม่ต้องดูคนไข้ใหม่เพราะหมดเวลาอยู่เวรพอดี ข้อเสียคือเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเหลือเกิน ความจริงตอนนั้นก็ทำงานมาได้ซักพักจนชินกับการที่หมอไม่ต่างอะไรกับผู้ให้ บริการ หมอและพยาบาลไม่ต่างกันเท่าไหร่ในแง่ของสถานะและเงินเดือน ก็ยังอดฉุนในใจไม่ได้ ทำงานดีแค่พออยู่ตัวไม่เห็นมีใคร appreciate นักหนา แต่เมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคหรือผู้ร่วมงาน (โดยเฉพาะคุณพยาบาลที่เคารพทั้งหลาย) ไม่พอใจ นอกจากจะไม่ appreciate ยังถูกตำหนิและถากถางจนถึงฟ้องร้องได้โดยไม่ทันตั้งตัว (โชคดีที่ยังไม่มีวันนั้น)

เคยคิดไม่ชอบพยาบาลในโรงเรียนแพทย์ แต่เวลาทำงานหลังเรียนจบ พยาบาลทรีทหมอดีมากๆ แต่เทียบกับออสเตรเลียแล้ว พยาบาลที่รพ.สวนดอก (รพ.มหาราชนครเชียงใหม่) นี่นางฟัาเลย ที่ออสเตรเลีย สิทธิพยาบาลสูงส่งมาก ขนาดโปรโมทให้งานพยาบาลนะ หนึ่งคนต่อคนไข้สี่คนเท่านั้น แถม IV resite นี่หมอทำเป็นงานหลักนะ เงินเดือนก็เยอะมาก รู้จักพี่พยาบาลคนนึงมาจากเมืองไทย มาเรียนคอร์สพยาบาลหนึ่งปีที่นี่ ตอนนี้ทำงานเป็นพยาบาลใน theatre (OR บ้านเรา) ได้เงินต่อชั่วโมงเยอะว่าฉันอีก (ในตอนนั้น) งานสบาย เงินดี มิน่าหมอจีนหลายๆ คนทำงานเป็นพยาบาลเพลินจนไม่อยากกลับมาพยายามสอบให้เป็นหมอที่นี่แล้วแหละ

ขณะ นี่เมืองจีนเป็นคอมมิวนิสต์แต่สิทธิคนต่างกันราวนรกกับสวรรค์ ดินแดนประชาธิปไตยอย่างออสเตรเลียนี่ สิทธิคนเท่าเทียมกันอย่างน่ากลัวตามหลักการของคอมมิวนิสต์เลย อาจจะต่างกันหน่อยที่พยาบาลที่นี่ดูมีสิทธิมากกว่าหมออยู่หน่อย ขนาด consultant เคยบอกว่าถ้าคุณพยาบาลที่เคารพรักติงอะไรถ้าไม่ทำให้คนไข้เดือดร้อน (ถึงตาย) ก็ตามคำแนะนำของคุณเธอก่อนแล้วกัน ถ้าไม่ได้ผลค่อยใช้แพลนของเรา โอ้โห ขนาดนั้นจริงๆ

เจาะน้ำไขสันหลัง

posted on 11 Jan 2009 19:42 by cmudocinmelb

 

 

การเจาะน้ำไขสันหลังหรือ LP (lumbar puncture) นั้น จะทำให้เคสที่ หมอคิดว่าคนไข้อาจมีการติดเชื้อในน้ำไขสันหลัง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นหัตถการที่นศพ.บ้านเราจะต้องมีโอกาสได้หัดทำตั้งแต่ก่อนเรียนจบพบ. ฉันเองจบแพทย์เชียงใหม่ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์วิจัยโรคเอดส์ เพราะมีคนไข้ HIV positive เยอะมาก มีเคสให้เจาะน้ำไขสันหลังเยอะ เพราะคนไข้ HIV มีโอกาสติดเชื้อราในเยื้อหุ้มสมองได้ง่าย คนไข้กลุ่มนี้จะปวดหัวเพราะความดันในศีรษะมาก การเจาะน้ำไขสันหลัง นอกจากจะเป็นการวินิจฉัย ยังเป็นการลดความดันในศีรษะ ลดอาการปวดหัวด้วย

เกริ่น มานานเพราะวันนึงใน ED มีชายหนุ่มคนนึงมาด้วยอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีไข้สูง อ่อนเพลีย ผลเลือดแสดงว่ามีการติดเชื้อในร่างกาย แต่หาต้นเหตุไม่ได้ ดังนั้น การเจาะน้ำไขสันหลังอาจจะให้คำตอบของอาการป่วยได้ registrar ถามฉันว่า เคยเจาะน้ำไขสันหลังมั๊ย ฉันบอกว่าเคย ขอฉันทำได้รึเปล่า เค้าก็บอกฉันว่าได้ แต่เดี๋ยวเค้าจะมาช่วยดูให้ ฉันพบว่าอุปกรณ์ที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราเลยทีเดียวนัก ใช้เข็มคนละแบบ บ้านเรานั้นจะใช้เข็มเจาะน้ำไขสันหลังเข็มเล็กๆ ยาวๆ เข็มเดียว แต่ที่นี่ จะแทงเข็มนำก่อน แล้วแทงเข็มเล็กๆ ยาวๆ เข้าไป โอเค เป็นไงเป็นกัน

คน ไข้คนนี้ผอมมาก คลำกระดูกไขสันหลังได้ง่าย ว่าแล้วฉันก็ฉีดยาชาไปที่ตำแหน่งที่กะจะแทงเข็มนำ การใช้วิธีใหม่นี้ ฉันรู้สึกว่าให้ความรู้สึกว่าเข็มผ่านเข้าไขสันหลังดีกว่าแบบเก่า คิดแล้วก็เห็นน้ำไขสันหลังไหลออกมาตามเข็ม registrar มองหน้าฉันแล้วชูนิ้วโป้ง ยูรู้มั๊ยว่ายูเป็น resident คนแรกที่ไอคุมแล้วทำได้สำเร็จ แหม ไม่อยากบอกว่า LP นี่งานกล้วยๆ

พอ ผลตรวจน้ำไขสันหลังออกมา Consultant รีบมาบอกฉันใหญ่ว่า ซีร่าเธอรู้มั๊ยว่าผล Triple zero (หมายถึงไม่มีเศษเซลล์อะไรเลย ว่าง่ายๆคือไม่มีtraumaจากหัตถการ) แบบนี้ ฉันมีแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต ฉันก็รับคำชมยิ้ม คิดไปแล้ว ฉันเองอาจจะได้ผ่านการเจาะน้ำไขสันหลังมากกว่าหมอรุ่นพี่ที่นี่ก็ได้

ฉัน ว่าหมอบ้านเราเก่งเรื่องหัตถการชั้นสูงมากกว่าหมอที่นี่ เคยคุยกับหมอที่กำลังจะเรียนต่อศัลยกรรมที่นี่เรื่องการผ่าตัดไส้ติ่ง ว่าไอเคยทำมาเกือบร้อย แต่เพื่อนบอกฉันว่า จริงเหรอ ไอเองไม่เคยแม้แต่จะจับไส้ติ่งจริงๆเลย เชื่อแล้วจ๊ะว่าเรื่องแทงน้ำเกลือถ้าฉันพลาดจะเรียกเธอนะ แต่ถ้าเธอแทงน้ำไขสันหลังไม่ได้ หรือหาไส้ติ่งไม่เจอ ก็เรียกฉันก็แล้วกัน

ตอนอยู่ห้องฉุกเฉินแรกๆ นั้น ต้องดูเคสก่อนแล้วกลับไปรายงานและถกกันกับ consultant ค่ะ ช่วงแรกๆ ดูเคสที่ไม่หนักมาก ดูเสร็จแล้วเตรียมอย่างดีเพื่อจะรายงานให้ consultant ฟัง คิดเรียบเรียงรายงานอย่างดี พ่วงด้วยการวินิจฉัย และโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นไป รวมไปถึงแพลนในการรักษา อธิบายจนเสร็จ consultant ถามคำถามแรกแล้วอึ้งค่ะ เพราะอาจเป็นคำถามเดียวที่ตอบไม่ได้ เค้าถามมาว่า คนไข้ (ใช้ชื่อนะคะ เช่น Paul ไม่เรียกเป็นเตียงที่ ... ) อยู่บ้านกับใคร อึ้งและงงค่ะ คิดในใจว่า who cares แล้วฉันจะรู้ไปทำไมเนี่ย ถามต่ออีกค่ะ ว่าคนไข้เดินเองหรือว่าใช้ไม้เท้า ใครทำกับข้าวที่บ้าน มีใครอยู่บ้านด้วยมั๊ย มีใครมาดูแลรึเปล่า ฯลฯ จิปาถะ ไม่เกี่ยวกับปัญหาที่คนไข้มารพ.วันนี้เลย แล้วก็ถึงบางอ้อ เข้าใจว่า หากคนไข้อยู่บ้านคนเดียว ถ้าส่งคนไข้กลับบ้าน คนไข้จะดูแลตัวเองได้มั๊ย จะมีโอกาสล้มแล้วกระดูกกระเดี้ยวหักกลับมารพ.รึเปล่า บ้านมีบันไดกี่ขั้น จะเดินขึ้นได้มั๊ย หรือว่าต้องมีใครมาทำราวให้ก่อน ดูคนไข้แบบองค์รวมมั่กมาก สมัยเรียนแพทยศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) เคยได้ยินอาจารย์พูดถึงเรื่อง holistic approach (แพทย์องค์รวม) บ่อย มีการเยี่ยมบ้านหรือ home visit แต่แทบไม่ได้ทำในชีวิตการเป็นหมอจริงๆ ที่เมืองไทยเลย

มาเห็นที่นี่แล้วทึ่งในการมองคนไข้แบบองค์รวมมาก ส่วนสำคัญในการซักประวัติคือ social history หรือประวัติทางสังคมและความเป็นอยู่ เพราะหากคนไข้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ไม่สามารถส่งคนไข้กลับบ้านได้ จนกว่าจะมีการจัดการเรื่องการช่วยเหลือ เช่น home help (คนช่วยเหลือ) meal on wheel (จัดส่งอาหาร) โดยจะมีหน่วยงานบำบัดต่างๆ (allied health) เช่น นักสังคมสงเคราะห์ นักกายภาพบำบัด นักอาชีวะบำบัด (occupational therapist; จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับสภาพของคนไข้ เช่น ติดตั้งราวบันได ติดตั้งราวในห้องน้ำ) เข้ามาช่วยเหลือก่อนจนกว่าจะแน่ใจว่าคนไข้จะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย หรือหากมีความจะเป็นอาจมีการให้พยาบาลตามเยี่ยมบ้านหลังส่งคนไข้กลับ บ้านอยู่อีกหลายอาทิตย์

บ้านเราอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องว่าคนไข้อยู่ บ้านกับใคร เพราะหากใครป่วยต้องการความช่วยเหลือ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะมีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะคำถามนี้ฉันเองแทบไม่เคยได้ถามคนไข้ที่บ้านเราเลยซักครั้ง แต่สังคมตะวันตกนั้นต่างคนต่างอยู่ ญาติพี่น้องไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันนัก คนมีอายุส่วนมากก็มักจะอยู่คนเดียว หรือกับสัตว์เลี้ยง (อ้อ หากคนไข้ป่วยนอนรพ. มีหน่วยงานเข้ามาช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงให้ด้วย เหลือเชื่อ) คำถามนี้จึงเป็นคำถามสำคัญที่ต้องถามคนไข้ที่มาตรวจทุกครั้ง

เคย คุยกับ registrar ที่อยู่เวรดึกด้วยกัน ปรากฎว่าคืนนั้นยุ่งมาก เพราะไม่สามารถส่งใครกลับบ้านได้เพราะต้องรอหน่วยงานบำบัดต่างๆ มาดูคนไข้ตอนเช้า เลยเล่าให้เค้าฟังเรื่องที่ว่าหมอบ้านเราดูแลคนไข้เรื่องสุขภาพเท่านั้น วินิจฉัย รักษา ให้ยาแล้วก็ส่งคนไข้กลับบ้าน ไม่ต้องมาสนในเรื่องทางสังคม การเป็นอยู่ของคนไข้เลย แล้วบ่นดังๆ ว่า who cares เค้าขำใหญ่บอกว่าอยากไปทำงานบ้านเรามั่ง เพราะที่นี่ doctors care ค่ะ

เวลา ส่งเวรกันตอนเช้า สังเกตฟังหมอคนอื่นๆ รายงานเคสแล้วขำค่ะ บางทีเล่าเป็นตุเป็นตะเรื่องชีวิตคนไข้นานสองนานกว่าจะเข้าเรื่องโรคภัยไข้ เจ็บ ยิ่งหากเป็นคนไข้โรคจิตยิ่งรายงานเรื่องชีวิต สังคมและความเป็นอยู่ละเอียดยิบ ฟังแล้วเหมือนฟังนิยายเป็นเรื่องมากกว่าหมอส่งเวรกันค่ะ ต่างกับบ้านเราที่เวลาส่งเวร หรือ รายงานเคส จะเน้นเนื้อเป็นหลัก รายงานแต่หลักสำคัญเกี่ยวกับโรค การรายงานเคสต่างกันมาก อาจเป็นเพราะคนไข้เยอะ หากเล่าทุกอย่างคงใช้เวลาหลายชั่วโมงในการส่งเวร ฉันใช้เวลานานพอดูกว่าจะชินแล้วเริ่มต้นรายงานว่า นาย A เป็นชายสูงวัย เกษียณแล้ว อยู่บ้านตามลำพัง เดินด้วยไม้เท้า ลูกสาวอยู่บ้านใกล้ๆ มาเยี่ยมทุกวัน มีคนมาทำความสะอาดให้อาทิตย์ละครั้ง มารพ.วันนี้หลังไอ หอบ มาสามวัน …… อะไรอย่างนี้ บรรยายอยู่เป็นนาทีสองนาทีกว่าจะเข้าเรื่องว่ามารพ.ด้วยอาการอย่างไร ตอนแรกรู้สึกว่าการถามเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ที่ออสเตรเลีย หน้าที่หมอคือต้องรู้เรื่องส่วนตัวของคนไข้ อย่างน้อยต้องแน่ใจว่าคนไข้จะกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

การดูแลคน ไข้เป็นองค์รวมนั้นเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่ออสเตรเลียมีสวัสดิการสังคม การบริการจากรัฐบาลที่ดีมาก มาตรฐานการคุณภาพชีวิตดี แต่บ้านเรานั้นการดูแลคนไข้องค์รวมทำได้ยากเพราะขาดการสนับสนุน ขาดทรัพยากรและบุคลากร อย่างน้อย สิ่งทีฉันได้เรียนรู้จากห้องฉุกเฉินสิ่งนึงคือ ต้องทราบว่าคนไข้อยู่บ้านกับใคร เพราะ We (doctors) care about you ค่ะ

ED ค่ะ ไม่ใช่ ER

posted on 11 Jan 2009 19:39 by cmudocinmelb

 

Rotation ที่สองของการทำงานในออสเตรเลียของฉันคือ การทำงานในแผนกฉุกเฉินค่ะ

ห้อง ฉุกเฉินที่นี่เรียกว่า ED (Emergency Department) ค่ะ ไม่ใช่ ER (Emergency Room) แบบ American ฉันค่อนข้างตื่นเต้นกับการทำงานในห้องฉุกเฉิน ไหนกลัวว่าถ้าคนไข้ Arrest หรือหัวใจหยุดเต้น จะสั่งยากันรู้เรื่องมั๊ยนี่ จะหาของเจอมั๊ย แต่ยังไงก็คงน่าตื่นเต้นกว่าทำงานวอร์ดโรคมะเร็งเป็นแน่

เริ่มงานวัน แรกในรพ.Sunshine ซึ่งเป็นรพ.ค่อนข้างใหม่ สภาพแวดล้อมของห้องฉุกเฉินดีกว่าที่ Footscray เยอะ จะมีห้องตรวจคนไข้เรียงรายรอบ fish bowl ซึ่งเป็นส่วนที่แพทย์และพยาบาลทำงานกัน จะเริ่มการทำงานจากการคลิ๊กคนไข้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ รายชื่อคนบนสุดคือคนที่ฉุกเฉินสุด โดยจะแบ่งเป็น Category 1-5 คนไข้ Cat 1 คือฉุกเฉินสุด

ที่นี่มีหมอเยอะมาก เกือบสิบคนได้สำหรับคนไข้ผู้ใหญ่ แต่ละเคสต้องนำมาบอกเล่าให้ Consultant (ED physician) ฟังเพื่อได้แนวทางในการรักษาที่ถูกต้อง มี ED registrar และ HMO ทำงานเป็นกะ จะมีเวลาประมาณแปดโมงเช้า บ่ายสามโมงเย็น และ สี่ทุ่มเป็นเวลาส่งเวร หมอที่ห้องฉุกเฉินจะทำงานเป็นกะ กะละ 7-11 ชั่วโมง

ตอนอยู่ เมืองไทยคนไข้ห้องฉุกเฉิน จะต้องมีอย่างน้อยรายนึง ที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ หรือรายที่หนักๆ แบบว่าฉุกเฉินจริงๆ เคยทำงานที่รพ.จังหวัด เป็นหมอเวรอยู่ห้องฉุกเฉินคนเดียว มีคนไข้รวมแล้วประมาณ 40 คนต่อเก้าชั่วโมง แต่ถ้ารวมคนไข้ไม่ฉุกเฉินที่พยาบาลช่วยดูด้วยก็ประมาณ 80 คนค่ะ

ที่ออสเตรเลีย อย่างที่บอกว่าต้องเขียนรายงานเยอะมาก ต้องคุยกับหมอแผนกอื่นเพื่อขอความเห็น อธิบายให้คนไข้ฟัง รอผลแล็ป เขียนจดหมายหา GP คนไข้คนนึงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงอย่างน้อย ช่วงแรกฉันรู้สึกว่าตัวเองดูคนไข้ช้ามาก (เทียบกับบ้านเรา) เลยพยายามเร่งสปีดตัวเอง ปรากฎว่าติดหนึ่งในห้าของหมอที่ดูคนไข้เยอะที่สุด 11-12 ต่อเวร เลยรู้ว่าหมอที่นี่เฉลี่ยแล้วดูคนไข้แค่ 5-7 คนต่อเวร ฉันเลยลดสปีดตัวเองลง ทำตัวกลมกลืนกับหมอที่นี่ค่ะ อิอิ

อีกอย่างที่ น่าสนใจคือ อยู่ห้องฉุกเฉินสามเดือน คนไข้ส่วนมากคือ ปวดหลัง ปวดท้อง มีไข้ ไม่สบาย อาเจียน ท้องเสีย ไอ หอบ ผื่น โรคจิตกำเริบ จิปาถะเหมือนคนไข้ตามคลินิก ไม่เคยเห็นคนไข้ถูกใส่ท่อช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจเลยซักคนเดียว ไม่ต้องกลัวว่าจะสั่งยาฉุกเฉินไม่ถูก เพราะไม่มีโอกาสได้สั่ง

อย่างไรก็ดี ฉันค้นพบว่าตัวเองชอบงานห้องฉุกเฉินมาก เหตุเพราะคนไข้ที่นี่พูดมาก ถามมาก เรียกร้องมากยิ่งกว่าคนไข้หลายๆ คน ที่เจอในรพ.เอกชนบ้านเราเลย ดังนั้นงานห้องฉุกเฉินดีอย่างที่เจอคนไข้แป๊บๆ แล้วก็จาก ไม่ต้องมาเจอกันทุกวัน ฉันชอบงานนี้มาก จนต้องขออาสามาอยู่ต่อในปีถัดมา

เวลาสุดท้ายที่แสนเศร้า

posted on 11 Jan 2009 19:37 by cmudocinmelb

 

 

หลังจากบอกเล่าข่าวร้ายให้คนไข้มะเร็งเมื่อแรกวินิจฉัยแล้ว ประสบการณ์ในวอร์ดโรคมะเร็งก็สอนให้ฉันรู้ถึงการดูแลผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุด ท้าย

คำถามที่คนไข้จะถามหมอทุกครั้งคือ จะอยู่ได้นานแค่ไหน ในออสเตรเลีย หมอจะไม่เจาะจงเวลา แต่จะบอกว่า ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล อาจจะเป็นวัน สัปดาห์ เดือน ปี ไม่แน่ แต่หมอระดับ consultant อาจจะบอกเจาะจงกว่า แต่จะไม่มีทางบอกตัวเลขที่แน่นอนเหมือนในละครไทยแน่ๆ

มี คนไข้ชายรายหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ลุกลามระยะสุดท้าย รับเคมีบำบัดแต่มีผลข้างเคียงคือ เม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้มีภาวะติดเชื้อ ต้องนอนรพ.ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด เนื่องจากต้องมีการตรวจเลือดทุกวัน เปลี่ยนเข็มน้ำเกลือบ่อย ฉันจึงมีโอกาสได้คุยกับเขาทุกวัน เค้าเป็นคนสุภาพ อัธยาศัยดี เค้าบอกว่าลูกสาวเค้าจะแต่งงานในอีกสองอาทิตย์ (การเลื่อนงานแต่งงานในออสเตรเลียเป็นไปได้ยาก เพราะต้องเตรียมการเป็นปี) แล้วเขาก็อยากจะจูงลูกสาวเข้าโบสถ์มาก เค้ารู้ดีถึงอาการป่วยของตัวเอง และตัวเขาเองไม่ต้องการถูกใส่ท่อหายใจ หรือปั้มหัวใจหากอาการแย่ลงกระทันหัน ฉันเองได้แต่หวังว่าเม็ดเลือดขาวของเขาจะกระเตื้องขึ้นและได้กลับบ้าน

แต่ แล้วเค้ามีอาการปวดท้องกระทันหัน ไข้สูงขึ้น ดูไม่สู้ดี ตรวจท้องดูคิดว่ามีการรั่วของอวัยวะภายในช่องท้องซึ่งคอนเฟิร์มจาก X-ray และ CT scan ว่าตัวเนื้อร้ายบริเวณลำไส้ใหญ่แตก คุยกับหมอศัลยกรรมแล้ว ผลสรุปคือไม่มีการผ่าตัดซ่อม คนไข้และญาติรับรู้และเข้าใจ พวกเขาโศกเศร้าเสียใจมาก โดยเฉพาะตัวคนไข้ เค้าไม่กลัวความตาย แต่เค้าผิดหวังมากที่โอกาสในการจูงลูกสาวส่งให้เจ้าบ่าวนั้นริบหรี่เต็มที ฉันเห็นน้ำตาลูกผู้ชายไหลอย่างไม่อายใคร อาการคนไข้ทรุดอย่างรวดเร็ว สิ่งที่หมอทำให้คือการให้ยาระงับความเจ็บปวด และบรรเทาอาการเท่านั้น แต่ยาทำให้เค้าหลับเกือบตลอดเวลา

ฉันเห็นญาติอยู่เป็นเพื่อนเขาทุก วันเป็นภาพที่เคยชินทุกเช้าตอนวอร์ดราวด์ โดยเฉพาะลูกสาวนั้นมาทุกวันไม่ขาด เค้าจะลืมตาขึ้นมา say hi ตอนทีมเรามาราวด์ แล้วบอกพวกเราว่าเค้าไม่เจ็บไม่ปวด ขอบคุณหมอครับ แล้วคนไข้ก็จากไปอย่างสงบในเวลาไม่กี่วัน
แม้ว่างานแต่งงานของลูกสาวเค้า จะมีขึ้นในเวลาน้อยกว่าสิบวัน แต่มันช่างนานเกินรอสำหรับคนไข้รายนี้ สิ่งสุดท้ายที่เค้าอยากทำกลับเป็นสิ่งที่เค้าไม่มีโอกาสได้ทำตลอดชีวิต

ความ จริงในออสเตรเลียมีแผนกดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (palliative care) ซึ่งเน้นการดูแลองค์รวม รักษาตามอาการให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายเท่าที่จะทำได้ อาจมองเหมือนเป็นงานที่หดหู่ที่เห็นความตายเกือบทุกวัน แต่หมอย่อมมีลิมิตใน doctor-patient relationship อยู่ระดับหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้คือ ใช้ชีวิตอย่างมีสติและคุ้มค่าในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ก่อนที่จะสายเกินไป ค่ะ

คราวหน้ารับรองว่าจะไม่เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างสองเรื่องที่ผ่านมาแน่นอนค่ะ

Breaking bad news

posted on 11 Jan 2009 19:34 by cmudocinmelb
เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลายๆ คนเป็นคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ บ้างก็เป็นผู้ป่วยระยะลุกลาม บางคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หน้าที่หนักของหมอคือ การบอกข่าวร้าย ให้ผู้ป่วยทราบ

จำได้ว่ามีคน ไข้หลายคนที่บ้านเราไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองเป็นโรคอะไร แต่ญาติเสียเองที่รู้ไปหมด ส่วนมากหมอจะบอกกับญาติก่อน แล้วญาติอาจจะขอไม่ให้หมอบอกกับคนไข้ สรุปไปๆมาๆ คนไข้เลยไม่รู้ หรืออาจจะรู้เป็นคนสุดท้าย แต่ที่ออสเตรเลียสิทธิผู้ป่วยสำคัญมาก หากคนไข้ไม่อยากให้หมอบอกญาติ หากไม่ใช่โรคติดต่อที่เป็นอันตรายต่อคนอื่น หมอก็ไม่มีสิทธิบอกญาติ

ตอนเตรียมสอบ AMC มีหัวข้อ breaking bad news ต้องเตรียมตัวไว้ เช่น ขึ้นต้นประโยคด้วยคำที่ว่า หมอเกรงว่ามีข่าวร้ายมาบอก มีช่วงหยุดดูท่าที แล้วทะยอยบอก มีการเสนอกระดาษทิชชู่ แตะไหล่ เสนอน้ำให้ดื่ม อยากให้ญาติคนไหนมาอยู่ด้วยมั๊ย ใช้น้ำเสียงแสดงความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีท่าทีรีบร้อน ฯลฯ แต่พอมาเห็น registrar ที่ฉันทำงานด้วยซึ่งค่อนข้าง senior บอกข่าวร้ายให้คนไข้ทราบในชีวิตจริง เห็นแล้วทึ่งมาก เพราะการบอกข่าวร้ายของเธอช่างเต็มไปด้วย empathy อย่างจริงใจ ขนาดน้ำตาเธอคลอเบ้าไปด้วยก็มี เธอทำให้รู้สึกเหมือนเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคนไข้ มีอารมณ์ร่วมไปกับคนไข้จริงๆ

ฉันคิดว่าหมอที่นี่เทรนให้เห็นอกเห็นใจ คนไข้มากกว่าบ้านเรามาก เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะจำนวนคนไข้ไม่มากเหมือนบ้านเรา หมอมีเวลาให้กับคนไข้มากกว่า หมอมีความเป็นคนธรรมดามากกว่า สามารถแสดงความรู้สึกได้ ไม่จำเป็นต้องแสร้งเข้มแข็งและเป็นหมอตลอดเวลา บ้านเรานั้น หมอมักจะอธิบายสั้นๆ ห้วนๆ แล้วเดินจากไป ไม่มีเวลา (หรือไม่อยาก) รับรู้ความรู้สึกของคนไข้และญาติเท่าไหร่นัก

คิดแล้ว ย้อนไปถึงคำพูดของพระบิดาที่ว่า I don’t want you to be only a doctor but also a man อาจต้องมีการสอนกันใหม่ในโรงเรียนแพทย์บ้านเรา ให้หมอมีความเป็น “คน” มากขึ้นกว่านี้ แล้วการบอกข่าวร้ายให้คนไข้บ้านเราจะได้ไม่สั้นๆ ไม่ห้วน ไม่ดูเย็นชาอย่างที่เป็นอยู่กัน

คราวหน้าจะมาเล่าเคสคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้ฟังค่ะ

ปล. ทุกวันนี้ ฉันเป็น expert ในการ breaking bad news แล้วค่ะ กล่องกระดาษทิชชู่พร้อมบนโต๊ะทำงานเสมอ